พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งเรื่อง
การป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ 2538 ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เวลา 20:40-22:45 วันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2538Saturday, June 26, 2021
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งเรื่อง การป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ ปี 2538
ประชุมสภาสัมมาธิปไตย วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๔
ประชุมสภาสัมมาธิปไตย
๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๔
เวลา ๑๙.๐๐ น.
ผู้เข้าร่วมประชุม ๑๕ คน
วาระที่ ๑
แก้ไข และรับรองการประชุม
สมาชิกเสนอให้เลื่อนวันประชุม เพื่อจะได้นัดหมายให้สอดคล้องลงตัวด้วยกัน
ที่ประชุมมีมติ เลื่อนจากประชุมวันเสาร์ ไปเป็น วันจันทร์ แทน เริ่มวันจันทร์ที่ ๕ กรกฎาคม นี้
ส่วนเรื่องเวลาการประชุมยังคงเดิม แต่เน้นย้ำให้สมาชิกเข้าประชุมให้พร้อมเพรียงกันมากกว่านี้ และเมื่อถึงเวลาเลิกอาจจะเกิน 3 ทุ่มบ้าง ถ้าประเด็นนั้นยังถกกันไม่จบ ให้สามารถยืดหยุ่นได้ตามความเหมาะสม และมีการกล่าวสรุปจบปิดท้ายด้วย
- สมาชิกย้ำ พยายามหาสมาชิกสภาสัมมาธิปไตยให้เป็นปึกแผ่น
- สมาชิกได้ตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงหลังๆพ่อครูแสดงธรรมมักจะมีการพูดถึงเรื่องการเมืองบ่อย อาจจะส่งสัญญาณสอดรับกับกลุ่มสภาสัมมาธิปไตยที่กำลังจะขับเคลื่อนหรือไม่?
- คุณเกษม กล่าวว่า บ้านเมืองขณะนี้เป็นพรรคนายทุน เขาหาประโยชน์ของเขา ส่วนพรรคเรา(ในอนาคต) จะเป็นพรรคที่จะมาทำประโยชน์ให้กับประชาชน ไม่เน้นทุนนิยม แต่เป็นบุญนิยม เป็นเศรษฐกิจพอเพียง เหมือนตั้งร้านขายขาดทุน จะต้องตั้งพรรคขึ้นมาให้ได้ก่อน และแสวงหาคนดีมาร่วมงาน
- ฑิตหนึ่งพุทธ เล่าว่า ได้ร่วมฟังรายการกับกลุ่มรามบูชาธรรม(ครบรอบ.....ปี) มีการ Zoom คุยกับพ่อครู เมื่อ ๖ โมงเช้าของวันนี้ (๒๖ มิ.ย.) มีการพูดถึงเรื่องการเมืองด้วย เหมือนจะเป็นเค้าๆการพยากรณ์ว่า คงจะมีความพร้อมสักวัน ที่ชาวอโศกจะไปรับผิดชอบการบริหารประเทศ
ฑิตหนึ่งพุทธ แสดงความเห็นว่า ทุกวันนี้เรายังห่าง ยังเด็กๆ พ่อครูชมบิ๊กตู่ว่า สมรูป สมนาม คงไม่ใช่สมัยเดียวหรอก และชมเปี๊ยก(ตายแน่) จับงานด้านสื่อ และทำกสิกรรม ปลูกอยู่ ปลูกกิน ประสบผลสำเร็จ อย่างน่าชื่นชม ถ้าลงส.ส.น่าจะได้ ไปไหนก็ไม่ต้องเช่าโรงแรม เบิกค่าน้ำมันเพียงอย่างเดียวจากสันติอโศก ซึ่งพรรคอโศกมีอยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ตีทะเบียนเท่านั้น เป็นตามอุดมการณ์อยู่แล้ว มาถึงพรรคสัมมาธิปไตย เราสร้างฐานของพรรค คือ สภาสัมมาธิปไตยนี่แหละ ต่อไปขยับเป็นพรรค และสภาฯนี้ก็จะไปเป็น สภาสัมมาบัณฑิต แทน
- นอกจากนี้ สมาชิกยังได้แสดงความเห็นไว้หลากหลาย ดังนี้
- ขัดตัวเองให้ใสๆ ขัดตัวประโยชน์ตนให้แน่นในหมู่กลุ่มของพวกเราไปเรื่อยๆ และทำเหตุปัจจัยให้พร้อม
- ถ้าลุงตู่อยู่อีก ๒ ปี เราจะจัดทัพทันหรือไม่? ควรหาโอกาสสนทนากับพ่อครู ถ้าพ่อครูเปิดไฟเขียว จะเกิดทุกหย่อมหญ้า
- พ่อครูกำลังพยายามให้มันเกิดเหตุปัจจัย กลุ่มรามบูชาธรรมก็พูด กลุ่มศิษย์เก่าสัมมาสิกขาก็พูด การจะเริ่มขึ้นมาใหม่ต้องขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่พร้อม
- ถ้าเรารอโน่น รอนี่ ให้ลงตัว คงนาน ให้จัดตั้งพรรคไปก่อน
- การตั้งพรรคต้องมีสมาชิกอย่างน้อย ๕๐๐ คน เปิดประชุมต้องมีกึ่งหนึ่ง คือ ๒๕๐ คน วางเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ส่งรายชื่อสมาชิกให้นายทะเบียนตรวจสอบ
- เอานโยบายพรรคออกมาให้ได้ก่อน เช่น การกสิกรรม การแพทย์แผนไทย เขียนออกมา แล้วนำไปให้พ่อครูได้อ่าน มีสาระให้ท่านได้เห็น นโยบายของพรรคเรามุ่งไปทำอะไร ให้มีรูปร่าง หรือเค้าร่างให้ชัด
- เราทำไปตามลำดับ กินข้าวทีละคำ เราเตรียมสมาชิกไว้พร้อมหรือยัง ต้องเตรียมอันนี้ไปให้ได้ก่อน และหาช่องทาง Zoom เข้าไปคุยกับพ่อครู ซึ่งช่องทางมีอยู่แล้ว ให้เราเข้าไปร่วมแจมตรงนี้ได้
- นโยบายพรรค ถ้าเป็นบ้านก็เปรียบเหมือนโครงร่าง หลังคาต้องอย่างนั้น อย่างนี้ ฯลฯ พรรคการเมือง เนื้อหาก็ต้องเป็นอย่างนี้ มีสาระอย่างนี้ เหมือนแปลนสร้างบ้าน โควิดมาคราวนี้ การแพทย์ทางเลือกมีศักดิ์ศรีขึ้น
สู้โควิดได้
- นโยบายพรรคเพื่อฟ้าดิน และพรรคพลังธรรมเก่า เอามาเป็นต้นร่างนโยบายพรรคสัมมาธิปไตยได้เลย
วาระที่ ๒ เรื่องอื่นๆ
สมาชิกฝากให้ผู้ที่มีแนวคิดด้านต่างๆที่จะจัดทำเป็นนโยบายพรรค ร่างมานำเสนอในที่ประชุม เพื่อจะได้ปรับ หรือเสริมเพิ่มเติมในโอกาสต่อไป
สรุปปิดท้าย
ฑิตก้อนดิน ได้กล่าวว่า เป็นนิมิต ไปโดยธรรม เหมือนไม่ได้นัดหมาย เหมือนเป็นยุคที่จะเป็นอย่างนี้ (ฟังรายการรามบูชาธรรม) ต้องมาร่วมไม้ ร่วมมือ การเมืองปุถุชนพึ่งอะไรไม่ได้แล้ว จะต้องมีการเมืองอาริยชน เป็นหัวไว้ ไม่งั้นจะช่วยอะไรไม่ได้ ควรจะเปลี่ยน เขายังไม่เห็นแสงที่ชัดเจนเราจะต้องทำให้เขามีกำลังใจ มองว่า ถึงเวลาก็ดำเนินการได้ เริ่มได้แล้ว
เอาทั้ง ๒ ด้าน คนที่ปฏิบัติได้ เป็นนโยบาย เข้าช่องทางพ่อครูก็ทำไป เป็นนิมิตหมายที่เห็นร่วมกัน ขอเป็นกำลังใจให้ยิ่งๆขึ้นไป
ปิดประชุมวลา
๒๑.๓๖ น.
Saturday, June 19, 2021
ประชุมสภาสัมมาธิปไตย วันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๔
ประชุมสภาสัมมาธิปไตย
๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๔
เวลา ๑๙.๐๐ น.
ผู้เข้าร่วมประชุม - คน
ทักทายผู้เข้าร่วมประชุมเรื่องทั่วๆไป
วาระที่ ๑
แก้ไข และรับรองรายงานการประชุม
ฑิตใจเด็ดแจ้งว่า ได้สร้างเพจขึ้นมาชื่อว่า สัมมาธิปไตย นานแล้ว และได้เปลี่ยนมาเป็น สภาสัมมาธิปไตย แทน รวมทั้งมีเฟซบุ๊กใช้ชื่อว่า สภาสัมมาธิไตย โดยพิมพ์ตก ป ปลา ไปหนึ่งตัว ได้กดยอมรับไปแล้ว ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ ต้องรออีกประมาณ ๖ เดือน จึงจะแก้ไขใหม่ได้
และขอเชิญชวนสมาชิกทุกท่านได้ช่วยกันเขียนบทความ มีประเด็นอะไรที่น่าสนใจ ก็สามารถเขียนและนำลงเผยแพร่ เพื่อจะได้มีการเคลื่อนไหวให้ผู้สนใจได้ติดตาม
- ประเด็นสืบเนื่องจากการประชุมครั้งที่ผ่านมา สมาชิกได้ตั้งกระทู้ถาม กรณีพรรคพลังธรรม จากที่เคยมีกระแสงแรง และกลายเป็นต้องดับลงก่อนเวลาอันควร
สมาชิกได้ร่วมกันวิเคราะห์มุมมองไว้หลากหลาย ดังนี้
- ฑิตหนึ่งพุทธ ได้กล่าวว่า ก่อเกิดมาจากการเมืองท้องถิ่น คุณลุงจำลอง ศรีเมือง ได้ตั้งกลุ่มรวมพลัง เริ่มจากลงสมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร หาเสียงโดยใช้ฝาเข่ง ติดดิน มีสีสัน สามารถเอาชนะคู่แข่งในตอนนั้น คือ คุณชนะ รุ่งแสง เป็นเรื่องที่พลิกความคาดหมาย โดดเด่นขึ้นมาจนน่าทึ่ง คุณลุงจำลองได้พลิกฟื้นกทม. มีผลงานอะไรใหม่ๆ เป็นที่ยอมรับ เกิดความประทับใจจากประชาชน และได้รับเลือกตั้งอีกครั้งเป็นสมัยที่ ๒
ต่อมา ได้ก้าวขึ้นไปตั้งพรรคพลังธรรม ซึ่งหลายคนมองว่า เป็นการก้าวกระโดด พ่อครูก็เลยตกกระไดพลอยโจน พรรคพลังธรรมได้ส่งญาติธรรมลงสมัครส.ส.หลายพื้นที่ โนเนมทั้งนั้น ซึ่งตรงนี้มองว่า ลุงจำลองอวดเก่ง ไม่เชื่อพ่อครูซึ่งไม่เห็นด้วยในการตั้งพรรคตั้งแต่แรกแล้ว ไม่เชื่อสัตบุรุษ มองว่าพ่อครูไม่รู้เรื่องการเมือง มีการบอกผ่านไปยังคนใกล้ชิดแต่ก็คงไม่ได้บอก สุดท้ายไม่เป็นมรรค เป็นผล พรรคพลังธรรมเลยไปไม่ถึงดวงดาว
การเสื่อมถอยคงมาหลายเหตุปัจจัย ประเด็นที่น่าสนใจ คือ เชื่อนายทุน เชื่อว่า คนประสบผลสำเร็จแล้วจะไปได้ดี แต่กลับไม่เป็นอย่างนั้น บทเรียนจากการก้าวกระโดด คือ ไม่ก้าวไปทีละขั้น และสรุปได้ว่า คนดียังมีไม่มากพอ และทำการใหญ่เกินตัว
- คุณเกษมได้วิเคราะห์ว่า การเมืองพลิกไป พลิกมา ทุกอย่างไปอยู่ที่ท่านจำลองคนเดียว พอเริ่มดังศัตรูก็มากขึ้น ถูกโจมตี และดิสเครดิตสารพัด แม้แต่ร้านมังสวิรัติเขาก็มองว่าเป็นพลังธรรม
คนไปเป็นรัฐมนตรี ต่างคนก็ต่างทำงานกันไป ไม่ใช่เป็นแนวคิดของพรรคโดยตรง ยกตัวอย่าง น.ต.ประสงค์ หรือ พ.อ. วินัย เขาก็มีเอกลักษณ์ของเขา พรรคไม่ได้เป็นตัวกำหนด ฉะนั้น การแก้ปัญหา ต้องเริ่มที่นโยบายก่อน ทุกคนต้องพูดเหมือนๆกัน อย่างสภาสัมมาธิปไตยนี้
รัฐมนตรีใช้ความสามารถของตนเองบริหารงาน จึงต้องมีผู้ติดตามรัฐมนตรี เพื่อช่วยเหลือและเรียนรู้ เช่นเรื่องการเกษตร การค้าขาย แต่ละวิชาชีพมีความสามารถเฉพาะตัว เฉพาะเรื่อง ซึ่งเราจะได้เห็นจุดด้อย จุดดี
รัฐมนตรีมีข้อบกพร่องเราต้องรู้ ต้องเคลียร์ คุณเกษมได้พูดถึงช่วงที่เป็นเลขาฯรัฐมนตรีช่วยฯว่า ผมไม่บอกใคร เพราะกลัวมาฟ้องหัวหน้า ซึ่งคงจะเกิดปัญหาตามมา นี่คือข้อผิดพลาดหนึ่งที่คุณเกษมกล่าวยอมรับ
ถ้าเราตั้งพรรค เราจะต้องใช้ ศีลธรรมนำการเมือง แสวงหาคนดี มาเป็นที่ปรึกษา เพราะการเมืองทุกวันนี้ชำรุด ฉ้อฉลหมด
พลังธรรมไม่สูญ ยังอยู่ในใจคนว่า "ดีนะ"
- คุณแห่งไท กล่าวว่า มันอยู่ที่คน ขึ้นเร็ว ลงเร็ว คนไม่พร้อม คนพร้อมคือ ส่วนน้อย พรรคพลังธรรมพยายามสร้างวิศวกรการเมือง แต่มันไม่ทัน เพราะไม่ใช่สร้างแค่ปี หรือ ๒ ปี เท่านั้น กระแสธุรกิจการเมืองมันมาเร็ว พยายามส่งไม้ต่อไปยังคุณทักษิณ แต่ไม่มีพื้นฐานคุณธรรมสักเท่าไร ทำให้สังคมได้เรียนรู้ จึงต้องเน้นการสร้างคน และแตกตัวไปสร้างงาน
ขบวนการคัดคน ดี เด่น ดัง แต่พอเอาเข้าจริง กลายเป็น ดัง เด่น ดี มันจึงไม่ยั่งยืน ถ้าจะทำต่อ คือ การวางรากฐาน คัดคนมารับไม้ต่อ ทำต่อเนื่อง ไม่ต้องมาเริ่มต้นใหม่ พัฒนาไปเรื่อยๆ ไม่ต้องพูดถึงระยะเวลา เราทำอย่างเต็มที่ วางรากฐานไว้ ไม่สำเร็จไม่เป็นไร วางคนไว้สืบต่ออุดมการณ์ ให้เหล่าสัมมาธิปไตยมีสัมมาก่อน มีเป้าหมายที่ชัดเจน และทำตามเหตุปัจจัย เราจะไม่เหนื่อยมาก
- คุณวีระเดช กล่าวพอสรุปได้ว่า เมื่อครั้งพรรคพลังธรรมได้เข้าร่วมรัฐบาล มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำในครั้งนั้น พรรคพลังธรรมได้พยายามยืนหยัดอุดมการณ์ พอคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้แจกสปก. 4 - 01 ให้กับเศรษฐี พรรคพลังธรรมเห็นท่าไม่ดี จึงของดออกเสียง และเป็นเหตุให้นายกฯชวน ต้องชิงยุบสภา
พรรคพลังธรรมที่ล่มลงไป บทเรียนที่ควรแก้ไข คือ
๑. วางระบบในการควบคุมผู้นำ
หัวขบวนต้องมีสัมมา หรือ ธัมมา คือ มีความซื่อสัตย์
๒. พยายามสร้างสื่อ คือ สื่อสมัยใหม่ ทางโซเชี่ยล มีการควบคุมทุกจุด สู้กันด้วยสื่อ
- ฑิตเดิมแท้ กล่าวว่า มองไปที่ชาวอโศก ๑๐๐ คน ให้คัดออกมาสัก ๑๐ คน ก็พอแล้ว ค่อยๆหล่อหลอมไป สร้างความคุ้นเคยกันไป ใครมีความสามารถ ใครที่มีต้นทุนให้การสนับสนุนเขาไปเลย วิธีการที่ดีที่สุด คือ "การให้" คัดคนที่ยังไม่มีศีล ๕ ให้มีศีล ๕ จุดอ่อนของพรรคพลังธรรม และพรรคเพื่อฟ้าดิน คือ ไม่ทำอย่างต่อเนื่อง ต้องสร้างคนให้มีคุณภาพขึ้นมา และเสียสละได้อย่างแท้จริง
- ฑิตหนึ่งพุทธ กล่าวเสริม เราเคยชินกับการหา คนเด่น คนดัง ให้มันได้ใหญ่ เรื่องพวกนี้ไม่ต้องห่วงกังวล ถ้าเราทำได้ดีมันจะมาเอง ทำจากจุดเล็กๆไป มันจะง่าย ทำให้มันจริง สภาสัมมาธิปไตยต่อไปจะตั้งเป็นพรรค ส่วนสภานี้จะแปรรูปไปเป็น สภาสัมมาบัณฑิตแทน เป็นผู้แทนนอกสภา เชื่อมร้อยเครือแหญาติธรรมทุกกลุ่มต่างๆ ร้านมังสวิรัติ กสิกรรมไร้สารพิษ การแพทย์บุญนิยม ฯลฯ สภาสัมมาบัณฑิตจะคุมพรรคสัมมาธิปไตยอีกทีหนึ่ง เป็นตัวแทนประชาชนชาวอโศก ทำการเมืองนอกสภาคู่ขนานกันไปกับพรรคในสภา
- คุณเกษม กล่าวเสริม ถ้าเราซื่อสัตย์สุจริตอย่างเดียว ชาวบ้านจะวิ่งมาหาเราเอง ช่วยได้เราก็ช่วยไป ระบบราชการเมืองไทยมักจะไปซ้ำเติมความเดือดร้อนของชาวบ้าน ซึ่งคนที่อยู่ในภาวะให้เราช่วยเหลือมีเยอะแยะ
สรุปปิดท้าย
ฑิตสุริยา ได้กล่าวสรุปว่า เรื่องของพรรคพลังธรรม เป็นการรวมกันระดับแรก ศรัทธาเป็นตัวก่อให้เกิดการรวมตัว ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ เกิดปรากฏการณ์บันลือโลก คงยากที่จะเกิดอีกครั้งหนึ่ง
สมัยนี้เป็นยุคของนักเลงทหารจับมือกัน พวกเราจะอยู่ในแนวไหน แนวธรรมะ?? ท่ามกลางที่เขาใช้อำนาจอย่างเมามัน
ชาวอโศกถ้ารวมตัวกันได้ จะเป็นทางเลือกแนวหนึ่ง เป็นแนวสัมมาอาชีพก็ได้ ซึ่งอาจจะหลากหลาย ลองพิสูจน์ที่พ่อครูสร้าง ๓ อาชีพกู้ชาติ เป็นการเมืองภาคประชาชน ถ้าเรามั่นใจในแนวทางนี้
ปิดประชุมเวลาม
๒๑.๒๒ น.
Saturday, June 12, 2021
ประชุมสภาสัมมาธิปไตย วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๔
ประชุมสภาสัมมาธิปไตย
๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๔
เวลา ๑๙.๐๐ น.
ผู้เข้าร่วมประชุม ๑๔ คน
ทักทายผู้เข้าร่วมประชุมเรื่องทั่วไป
วาระที่ ๑
แก้ไข และรับรองรายงานการประชุม
แจ้งความคืบหน้าหลังจากคณะก่อการได้ส่งเอกสารให้พ่อครู อันมี
ปฐมบทก่อกำเนิดสภาฯ
คำปรารภ
และ ธรรมนูญสภาฯ
คุณอาหนึ่งพุทธได้เล่าสรุปใจความว่า เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ที่ผ่านมา เวลาประมาณ๖ โมงเช้า ญาติธรรมได้โทรศัพท์มาหา และต่อสายให้คุยกับพ่อครู ซึ่งพ่อครูมีความเห็นว่า คำว่า สัมมาบัณฑิต ไม่เหมาะจะเป็นชื่อพรรคการเมือง ควรจะใช้เป็นชื่อสภาสัมมาบัณฑิต ดูเหมาะสมกว่า และถ้าจะตั้งเป็นชื่อพรรค ควรใช้ชื่อว่า พรรคสัมมาธิปไตย
คุณอาหนึ่งพุทธ ได้อธิบายเสริมว่า บัณฑิต ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่บวชเรียนมาแล้วเท่านั้น ญาติธรรมล้วนเป็นบัณฑิตกันทั้งนั้น เพราะได้เป็นผู้ปฏิบัติ ถือศีล กินมังสวิรัติ มาอย่างแท้จริง
คำว่า อธิปไตย ประกอบไปด้วย
๑. ธรรมาธิปไตย
๒. โลกาธิปไตย
๓. อัตตาธิปไตย
ประชาธิปไตย ความหมาย ต้องเป็นประชาธิปไตยมีธรรม ส่วนอัตตาธิปไตย จะมองว่า เป็นเผด็จการที่น่ารังเกียจ แต่ถ้าใช้อย่างถูกกาละ ถูกธรรม ก็เหมาะควร ยกตัวอย่าง เช่น พ่อครูท่านตัดสินอะไรลงไป มองเป็นเผด็จการได้ แต่เป็นธรรมาธิปไตย
พ่อแม่ต้องเผด็จการระดับหนึ่ง ครู หรือผู้บังคับบัญชา ก็ระดับหนึ่ง ทุกอย่างต้องมีหัวหน้า กำนันต้องมีสิทธิ์มากกว่าลูกบ้านเป็นธรรมดา เป็นจ่าฝูง จ่าโขลง อย่างประเทศจีนไปดูถูกเขาว่า เผด็จการ แต่เขาก้าวหน้าไปไกล มันอยู่ที่องค์ประกอบการใช้อธิปไตย โสดาบันก็มีอธิปไตยในตนเองจากอบายมุข
พ่อครูอยากได้ผู้เป็นอรหันต์ไปทำงานการเมือง ทำงานฟรี เสียสละ นักการเมืองที่ดี คือ นักธรรมะ
คำว่า สัมมา มีความหมายว่า ความถูกต้อง พอดี พอเหมาะ พอควร
สัมมา คือ โลกุตระ ไม่มิจฉา
สัมมาธิปไตย จึงคือ อำนาจอันถูกต้องชอบธรรม
สรุปที่ประชุมเห็นควรใช้ชื่อ พรรคสัมมาธิปไตย เป็นฉบับร่างตามความเห็นของพ่อครู
วาระที่ ๒
สภาฯควรตั้งหลักเดินหน้าอย่างไรนับจากนี้
สมาชิกได้มีความเห็นเสนอหลากหลาย ดังนี้
- จัดองค์กรสภาให้เข้มแข็ง สภาทำงานการเมืองภาคประชาชน สภานี้เหมือนหอการค้า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจแก่งชาติ เป็นกลไกชี้นำ ให้ความเห็นเพื่อเตรียมการ ถ้าจะมีพรรคต้องเลือกเฟ้นบุคลากรให้เข้มๆ องค์กรสภาต้องมีความหลากหลายทุกๆด้าน ไม่ใช่การเมืองอย่างเดียว เป็นที่รวมไพร่พลหน่วยงานต่างๆ เป็นตัวแทนของชาวอโศก ส่วนการตั้งพรรคก็เป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง
- จุดแข็งของเมืองไทยคือ การเกษตร เป็นหัวใจของประเทศ
การผลิต และการแปรรูป ต้องทำให้มีคุณค่าขึ้นมา
- สมาชิกได้ยกตัวอย่างประเทศจีนว่า มีวัฒนธรรมช่วยเหลือเกื้อกูล ในการทำงานร่วมกัน และรวมตัวต่อกรได้ พรรคคอมมิวนิสต์ได้พิสูจน์จนเป็นที่ยอมรับ ให้พวกเราถอดองค์ความรู้และนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับการที่จะเป็นพรรคการเมืองในอนาคต เน้นการอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นคนรับใช้
- จีน เกาหลี และญี่ปุ่น มีวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง เน้นปราบคอรัปชั่น ลดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน และผู้นำต้องเสียสละเป็นต้นแบบ
- ให้หาสมาชิกเพิ่มโดยค้นหาเพชรเม็ดงามสัก ๓๐ เม็ด อย่างหลากหลาย ซึ่งแต่ละเม็ดก็มีฐานของตน เป็นการขยายฐานที่กว้างขึ้นไปในตัว
- เผยแพร่วิถีชีวิตคนไทย ถ้าต่างชาติจะมาศึกษาต้องมาที่ชาวอโศก ซึ่งมีพื้นฐานเป็นไทยแท้ๆ ทั้งเรื่องการแต่งตัว และวัฒนธรรมที่ดีงาม
- ทิศทางของสภาฯ จะเน้นเรื่อง ๓ อาชีพกู้ชาติ
- ส่งเสริมสินค้า OTOP กลุ่มแม่บ้านต่างๆ เชื่อมร้อย ส่งเสริมการรวมกลุ่มเล็กๆให้มากขึ้น
- เศรษฐกิจ อยู่ที่การตลาด
ทุนนิยม ก็อยู่ที่การตลาด
และบุญนิยม ก็อยู่ที่การตลาดเช่นเดียวกัน
- ยุคนี้จะหาผู้นำที่โดดเด่นอย่างพลตรีจำลองคงยาก จึงต้องทำงานเป็นทีม มุ่งสร้างคนรุ่นใหม่ เพื่อจะเป็นโครงสร้างของประเทศแทนรุ่นพวกเรา
ช่วงนี้จึงแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และปูพื้นฐานไปเรื่อยๆ
- ชาวอโศกคือ การเมืองภาคประชาชน เราประสบผลสำเร็จมาแล้ว และกำลังเดินหน้าต่อไป เราจะทำพรรคการเมืองก็เป็นอีกก้าวหนึ่ง ไม่ใช่ก้าวกระโดด ให้สุกงอม เข้มข้น
- เรื่องสื่อ ก็ควรเน้นให้สมาชิกได้รับการอบรม เพื่อการเผยแพร่ให้ผู้อื่นได้รับรู้
วาระที่ ๓ เรื่องอื่นๆ
สมาชิกได้นำเสนอตั้งเป็นกระทู้ในการประชุมคราวหน้า กรณีพรรคพลังธรรม จากที่เคยมีกระแสแรง และกลายเป็นต้องดับไปก่อนเวลาอันควร
ควรถอดบทเรียนไม่เป็นแบบเดิม จะทำอย่างไรให้กระแสของเราแรงขึ้นๆ
สรุปปิดท้าย
คุณอาก้อนดิน ได้กล่าวสรุปว่า พ่อครูให้เพชรเรามาเยอะ ต้องมาเจียระไน (ตอนนี้มีใจเพชร) พ่อครูทำสำเร็จแล้ว โดยเฉพาะคนมีวรรณะ ๙ ระบบสาธารณโภคี ซึ่งไม่เคยมีใครทำมาก่อน ทำได้ทุกวรรณะ ทั้งนักบวช และฆราวาส หาเพชรมาเจียระไนสักหน่อย ก็จะได้เพชรที่ดี
ประชาธิปไตยที่มีธรรมาภิบาล คือ ประชาธิปไตยที่ดีที่สุดต้องมี ๗๗ ข้อ(พ่อครูเคยอธิบายไว้) ขอให้รักษาสุขภาพกาย และใจ ให้ดีไว้ เพื่อจะประสบความสำเร็จดังที่ตั้งไว้
ปิดประชุมเวลา
๒๑.๐๖ น.
Monday, June 7, 2021
Sunday, June 6, 2021
บทบัญญัติธรรมนูญ (ฉบับโครงร่าง)
บทบัญญัติธรรมนูญ
(ฉบับโครงร่าง)
1. สถาบันนี้ชื่อว่า “สภาสัมมาธิปไตย”
จัดตั้งขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ ดังนี้
1.1 เพื่อเป็นลานเสวนา
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพิ่มพูนสังเคราะห์ ภูมิปัญญาโลกุตระ อันหลากหลายครอบคลุม ให้เป็นที่เห็นพ้องต้องกันของหมู่มวล
1.2 เสริมสร้างและสืบสาน เชื่อมร้อยบุญนิยมสัมพันธ์
ในเครือแหบวรอโศก ให้ลึกซึ้งถึงแก่น เป็นปึกแผ่นแน่นหนา สามารถรวมพลังสามัคคี
พร้อมกว้างเกื้อเพื่อมนุษยชาติ
1.3 เสริมสร้างบุญญาวุธ สัมมาทิฏฐิ
ในเจตคติ วิสัยทัศน์ เพื่อนำพาปฏิบัติ สัมมามรรค แบบสมาธิพุทธลืมตา
1.4 เสริมสร้างเพื่อกว้างเกื้อ
เบญจภาคีบุญนิยม ให้เป็นมูลฐานแก่นแกนหลัก เอื้ออวย ประโยชน์สุขสำคัญ อันคือ
1.4.1 เศรษฐกิจ
สาธารณโภคี บุญนิยม ได้แก่ สามอาชีพกู้ชาติ
กสิกรรมไร้สารพิษ ปุ๋ยสะอาด
ขยะวิทยา
1.4.2 พาณิชย์บุญนิยม
1.4.3 สาธารณสุขบุญนิยม
1.4.4 การศึกษาสื่อสารบุญนิยม
1.4.5 การเมืองบุญนิยม อย่างคนจนที่มีแบบ ทั้งการเมืองภาคประชาชน อันเราทำมาแต่ต้น
จนต่อยอดประโยชน์ผาสุก แก่มหาชนทั่วไทย ณ กาละนี้
แบบฉบับการเมืองบุญนิยมของหมู่มวล ควรเข้าไปตั้งต้น สถาปนาให้เป็น หลักธรรมนำวิถีการเมืองภาครัฐสภา
ไว้อย่างสำคัญยิ่งยอด
2. ก่อการจัดตั้งขึ้นโดย คณะสัมมาบัณฑิต
2.1 สมาชิกสภา : สรรหาโดย ผู้รับใช้สัมมาบัณฑิต
คัดเฟ้นญาติธรรม ที่มีศีลห้า เว้นขาดจากอบายมุข มีปกติรับประทานอาหารมังสวิรัติ
2.2 คณะผู้รับใช้สภา
สรรหาให้มีสัมมาบัณฑิต 22 คน เป็นจิตอาสาทำงานฟรี
2.3 มีเลขาธิการสภา
เป็นผู้อำนวยการรับใช้ มีสมณะสิกขมาตุเป็นที่ปรึกษา
2.4 พันธกิจสภา :
มุ่งมั่นสร้างสรรจรรโลงเบญจภาคีบุญนิยม ให้มีวัฒนธรรมจำเริญ
ด้วยการศึกษาปฏิบัติ ศาสนธรรมโลกุตระแบบลัทธิพุทธ อเทวนิยม
3. การเมืองบุญนิยม
ส่งเสริมภารกิจ
ครองแผ่นดินโดยธรรมาภิบาล ด้วยอธิปไตย 3
ได้แก่ ธรรมาธิปไตย ประชาธิปไตย และ อัตตาธิปไตย
3.1 ธรรมาธิปไตย
3.1.1
พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ
3.1.2
มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี เป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของศาสนา
3.1.3
มหาศีล เบญจศีลเบญจธรรม
3.1.4
จรณะ 15 วิชชา 8
3.1.5
สาราณียธรรม 6 สัปปุริสธรรม 7
3.2
ส่งเสริมหลักประชาธิปไตย อันถูกตรงตามครรลองคลองธรรมแบบบุญนิยม
3.2.1
อปริหานิยธรรม โดยหมั่นประชุมพร้อมเพียงกัน เนืองนิจ และพร้อมเพรียงกันเลิก
3.2.2
ยุติตัดสินปัญหาคดี ด้วยอธิกรณสมถะ 7
3.2.3
นักการเมืองพึงประสงค์ คือผู้จำนงสมาทานถือศีลสำนึกดี การเมือง 7 ดังนี้คือ
(1) พึ่งตัวเองเป็น
(2) มักน้อยสันโดษ
(3) ไม่ถือเป็นอาชีพ
(4) ถือเป็นงานอาสาเสียสละ
(5) ไม่มีอคติ 4 คือ ฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติ
(6) อิสระจากโลกธรรม 8 คงมั่น มงคล 38
(7) ถือเป็นงานเพื่อบ้านเมือง เพื่อประชาชนทั้งมวล
เพื่อผู้อื่นที่พ้นไปจากตัวเอง พ้นไป
จากครอบครัว
พ้นไปจากหมู่พวก แม้แต่พ้นไปจากพรรคของตน
3.2.4
กุศโลบายประชาธิปไตยบุญนิยม
(1) ไม่มีการหาเสียงแม้ ลงเลือกตั้ง
(2) ไม่มี หมู่กลุ่มคณะไหนกุมอำนาจใดในพรรคหรือในสภา คือทุกคนต่างอิสระ
มีเอก
สิทธิ์เสมอกัน
(3)
ผู้รับตำแหน่งทางการเมือง อันมีผลประโยชน์จัดให้ พึงรับไว้ใช้เองไม่เกินกึ่งหนึ่ง
เกินกว่านั้นให้สละออกแก่หมู่คณะพรรค
(4) การเมืองควรทำได้ ด้วยต้นทุนต่ำ แบบคนจน
เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้ถ้วนทั่ว
(5) งานการเมืองเป็นเรื่องจิตอาสาทำประโยชน์สาธารณะ
เพื่อแผ่นดินมวลมนุษยชาติ
ทำนองเดียวกับ งานพระศาสนา
ผู้พร้อมเสียสละ เป็นนักการเมือง พึงเจริญรอยตามพระพุทธเจ้าเหล่าสมณะสาวก เป็นต้นแบบควรเทิดทูนบูชายิ่ง พระพุทธเจ้าทรงเป็นนักประชาธิปไตยเอกของโลก
3.3 ใช้อัตตาธิปไตยให้พอเหมาะสมควร ถูกกาลเทศะ
ตามฐานะ อัตวิสัย พึงประเมินประมาณภาววิสัย ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนแท้จริงๆ
3.3.1
สภาใดไร้สัตบุรุษสภานั้นไม่ใช่สภา
3.3.2 สัตบุรุษย่อมเป็นเสียงชนส่วนน้อย
ควรต้องคอยรับฟังผู้อื่นด้วยดี โดยไม่ประมาทเสียงข้างมาก
หากต้องอนุโลมปฏิโลมตามควรแก่กรณี (Minority rights, Majority rules)
3.3.3 สังคมประชารัฐ
พึงส่งเสริมพลเมือง ได้ศึกษานำพาลดละกิเลสอัตตา แห่งโลกียวิสัย เพื่อให้ตื่นรู้
มีอธิปไตยในตัวเองสูงขึ้น คือเป็นไทจากอบายมุข เป็นลำดับต้น จนสามารถอยู่
เหนือโลกธรรมขึ้น ไปตามลำดับ
3.3.4 ผู้นำใด มีอธิปไตยในตน
กระทั่งหลุดพ้นจากอคติเพียงใด ผู้นำนั้น คู่ควรศรัทธา ไว้วางใจ
พึงมีศักดิ์และสิทธิ์ เพื่อใช้อัตตาธิปไตยอย่างสร้างสรรจรรโลงได้ดี ตามภูมิ
3.3.5 ผู้นำคือผู้รับใช้
4. เศรษฐกิจสาธารณโภคีบุญนิยม
4.1 ส่งเสริม 3 อาชีพหลัก เพื่อกู้โลก
คือ กสิกรรมธรรมชาติ ปุ๋ยสะอาด ขยะวิทยา
4.2 ส่งเสริมห่วงโซ่ธัญญาหาร
ให้เพียงพอพึ่งตนเองจนเหลือเผื่อแผ่ ในชุมชนไปถึงครัวโลก ตามพุทธภาษิต
อาหารเป็นหนึ่งในโลก
4.3 รณรงค์นำพาลดละอบายมุข
นานาอันมอมเมา ผลาญพร่าเศรษฐกิจสังคม อย่างมโหฬารพันลึก
4.4 ส่งเสริมสินค้าชุมชน กลุ่มแม่บ้าน จนถึงหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์
เพื่อให้เกิดประโยชน์สูง ประหยัดสุด เป็นประโยชน์ตน
จนถึงพร้อมประโยชน์ท่าน
4.5 มุ่งนำเศรษฐกิจพอเพียง แบบคนจน
แข็งขันจิตอาสา เเรงงานฟรี ปลอดหนี้ ไม่มีดอกเบี้ย เฉลี่ยทรัพย์เพื่อสังคม
4.6 ลดการพึ่งพาเงินลงทุนจากต่างประเทศ
อันเป็นการเสียเปรียบและเกิดผลเสีย ขยะสารพิษ ทำลายสิ่งแวดล้อมอีกทั้งกระทบค่านิยม
วัฒนธรรมไทย ควรหันมาพึ่งพาการออม
และการลงทุนภายในประเทศ เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจทดแทน
4.7 เศรษฐกิจจะดี เมื่อมีศีลนำพา(
สีเลนะ โภคะสัมปะทา)
5. พาณิชย์บุญนิยม
5.1 ของดี ราคาถูกซื่อสัตย์ มีน้ำใจ
ขายสดงดเชื่อ เพื่อเป็นเครดิตเหนือเครดิต
5.2 การตลาดบุญนิยม 4 ระดับ ตั้งแต่ ขายต่ำกว่าตลาด
เท่าทุน ขาดทุนเป็นกำไร(Our loss is Our gain) กระทั่งแจกฟรี
เป็นบุญเต็มร้อย
5.3 ส่งเสริมการผลิต การแจกจ่าย
แบ่งปัน และการบริโภค เพื่อสังคมชีวิตเรียบง่าย สมถะ มักน้อยสันโดษ
ด้วยค่านิยมกินใช้ แบบคนจน ต้นทุนต่ำ เจริญรอยตามอย่างสมณะผู้ประเสริฐ เลิศคุณค่า
เป็นสรณะ
5.4ส่งเสริมเศรษฐกิจสังคมพร้อมพัฒนาค่านิยมบริโภคให้นำพาลดละกินสูบดื่มเสพเที่ยวเล่นเช่นอบายมุขกีฬาผลาญพร่า
ทรัพยากรโดยไม่สร้างสรรจรรโลง ตามควร
6 สาธารณสุขบุญนิยม
6.1 การสร้างสุขภาพของชาวอโศก
6.1.1
เน้นการพึ่งตนเอง
6.1.2
ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น
6.1.3 ปลูกฝังวัฒนธรรมกินอยู่หลับนอน
6.1.4
นิยมประหยัด เรียบง่าย ปลอดภัย ใช้ทรัพยากรท้องถิ่น
6.1.5
เน้นเพิ่มภูมิคุ้มกัน เพื่อป้องกันก่อนรักษา
6.2 สุขภาพดีด้วย 8 อ.
6.2.1
อิทธิบาท 4
6.2.2
อารมณ์
6.2.3
อาหาร
6.2.4
อากาศ
6.2.5
ออกกำลัง หรืออิริยาบถ
6.2.6
เอนกาย
6.2.7
เอาพิษภัยออก
6.28
อาชีพไม่บั่นทอนชีวิต
6.3 สุขภาพดีตามวิถีไทยไท ในเครือแหชุมชนบวรอโศก รูปร่างสันทัดไม่อ้วนไม่ผอม
แลดูแข็งแกร่งกระปรี้กระเปร่า เบากาย
พร้อมทำกิจกรรมต่างๆได้ทันที แม้นเข้าวัยสูงอายุ มีลักษณะที่เห็น หรือยามอยู่ใกล้ชิด แล้วเห็นอกเห็นใจ คือ เข้ากับคนง่าย
ประสานงานดี คิดริเริ่มดี รับคำสั่งเป็น คนอื่นสั่งงานก็รับได้ ไม่ถือตัว ไม่โกรธง่าย
ทำให้คนรอบข้างมีความสุข ใช้ในการศึกษาเรียนรู้ อยู่เสมอกินง่ายเลี้ยงง่าย
นอนหลับขับถ่ายสะดวก ใจดีแบ่งปันง่ายๆ เป็นพี่เป็นน้องอบอุ่น จะแก่ จะป่วย จะตาย
ก็เย็นอกเย็นใจ มีสติสัมปชัญญะ ไม่โวยวาย ไม่ทุกข์ร้อน
ไม่เรียกร้อง มีอิสรเสรีภาพในหัวใจ
เคลื่อนตัวว่องไว รวดเร็ว เรียบง่าย สัมภาระน้อย
พึ่งตนเองได้มาก ช่วยผู้อื่นได้มาก
7. การศึกษาสื่อสารบุญนิยม
มีปรัชญาการศึกษา คือ ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา ตามหลักพุทธธรรม 3
7.1 โลกุตระ (ศีลเด่น) เรียนรู้วิถีชีวิตตามหลักสูตร
สัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 นำด้วย สัมมาทิฐิ เป็นหัวหน้าพานำสัมมาสติ
ควบคู่สัมมาวายามะ เป็นองค์ 3 ตามกำกับขับเคลื่อน
มรรคองค์ 4 ในวิถีชีวิต พฤติกรรม ของ การคิด พูด ทำงาน และดำเนินชีวิตอาชีพ มรรค
3 นำ มรรค 4 คือ มรรคองค์ 7 กระบวนวิถีนี้
คือ สัมมาสมาธิ เป็น สมาธิพุทธ ลืมตา ตื่นรู้อยู่ในชีวิตประจำวัน
จนสามารถอยู่เหนือโลก อิสระจากโลกียวิสัย ตั้งแต่อบายมุข กามคุณ โลกธรรม
และโลกอัตตา
7.2 โลกานุกัมปายะ (เป็นงาน) มุ่งพัฒนาศักยภาพ
และความรับผิดชอบในการทำงาน หรือกรรม ซึ่งเป็นเนื้อหาแก่นสารของชีวิตมนุษย์ เพื่อให้ผู้ศึกษา ตระหนักถึงคุณค่าในการทำงาน ในทิศทางที่จะเอื้อประโยชน์ ต่อความเจริญงอกงาม ทั้งส่วนตน และสังคมส่วนรวม
ให้เกิดประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน อันจะเป็นการอนุเคราะห์เกื้อกูลโลก “ คนไม่ทำงานคือเดรัจฉานธรรมดา
“
7.3 โลกวิทู (ชาญ วิชา) ให้ผู้ศึกษา เกิดสติปัญญา
มีความรู้เท่าทันโลก ทันสังคม คิดเป็นทำเป็น แก้ปัญหาเป็น โดยรอบรู้ทั้งโลกียะและโลกุตระ
7.3.1
ความบริสุทธิ์เท่านั้นจะชนะทุกสิ่งทั้งโลกในที่สุด
7.3.2
บรมภาวะสุดประเสริฐ ทั้งห้า ของมนุษย์และสังคม
(1)
อิสรเสรีภาพ (Independent)
(2)
ภราดรภาพ (Fraternity)
(3)
สันติภาพ (Peace)
(4)
สมรรถภาพ (Efficiency)
(5)
บูรณภาพ (Integrity)
7.3.3 ประโยชน์สูง - ประหยัดสุด
ประโยชน์ตน – ประโยชน์ท่าน โดยเฉพาะประโยชน์ตน ที่มีค่าสูงสุด
นั้นคือ การได้ตัดกิเลสลดลงไปได้เรื่อยๆ หรือการละความเห็นแก่ตัว ให้จริงๆ แท้
เมื่อใด ขณะใด เสมอ นั่นคือ คุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์เพิ่มขึ้น
ทุกขณะ ทุกเมื่อ ที่ได้ ที่มี ที่เป็น
7.3.4 ธรรมะจะต้องถูกแสดง
ผู้มีงานที่ประเสริฐที่สุด คือผู้ทำงานแสดงธรรม หากโลกไร้ผู้
มุ่งมั่น ไร้ผู้ขยัน
เผยแพร่ ธรรม นั่นคือความล้มเหลวของมนุษยชาติ
ความบรรลัยของโลกอย่างสิ้นท่า
7.3.5 เราจะต้องเปิดเผยธรรมะ ไม่มีเวลาใดเลยที่ไม่สมควรเปิดเผยธรรมะ ธรรมะจะต้องถูกเปิดเผยให้มากที่สุดในทุกๆเวลา ผู้อำพรางธรรมะ หรือผู้ที่เจตนาล้มล้างธรรมะ ไม่ให้คนเปิดเผยธรรมะนั้น
เป็นผู้ทำร้ายมนุษยชาติ ที่โหดเหี้ยมที่สุด บาปที่สุด
*******************************************
สัมมาบัณฑิต คือ ใคร ?
สัมมาบัณฑิต คือ ใคร ? ญาติธรรมชาวอโศก ผู้มีดวงตาเห็นธรรม มีสัมมาทิฏฐิ มีศรัทธาปฏิปทาโลกุตระบุญนิยม ถือศีล 5 ละ อบายมุข กินมังสวิรัติ เป็นปก...
