Saturday, June 19, 2021

ประชุมสภาสัมมาธิปไตย วันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๔

 ประชุมสภาสัมมาธิปไตย


๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๔

เวลา ๑๙.๐๐ น.


ผู้เข้าร่วมประชุม   -   คน


ทักทายผู้เข้าร่วมประชุมเรื่องทั่วๆไป


วาระที่ ๑


แก้ไข และรับรองรายงานการประชุม


ฑิตใจเด็ดแจ้งว่า  ได้สร้างเพจขึ้นมาชื่อว่า สัมมาธิปไตย นานแล้ว และได้เปลี่ยนมาเป็น  สภาสัมมาธิปไตย  แทน  รวมทั้งมีเฟซบุ๊กใช้ชื่อว่า สภาสัมมาธิไตย  โดยพิมพ์ตก ป ปลา ไปหนึ่งตัว  ได้กดยอมรับไปแล้ว ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ ต้องรออีกประมาณ ๖ เดือน จึงจะแก้ไขใหม่ได้

และขอเชิญชวนสมาชิกทุกท่านได้ช่วยกันเขียนบทความ  มีประเด็นอะไรที่น่าสนใจ ก็สามารถเขียนและนำลงเผยแพร่  เพื่อจะได้มีการเคลื่อนไหวให้ผู้สนใจได้ติดตาม 


-   ประเด็นสืบเนื่องจากการประชุมครั้งที่ผ่านมา สมาชิกได้ตั้งกระทู้ถาม กรณีพรรคพลังธรรม  จากที่เคยมีกระแสงแรง และกลายเป็นต้องดับลงก่อนเวลาอันควร   


สมาชิกได้ร่วมกันวิเคราะห์มุมมองไว้หลากหลาย  ดังนี้


-  ฑิตหนึ่งพุทธ ได้กล่าวว่า ก่อเกิดมาจากการเมืองท้องถิ่น คุณลุงจำลอง ศรีเมือง ได้ตั้งกลุ่มรวมพลัง เริ่มจากลงสมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร หาเสียงโดยใช้ฝาเข่ง ติดดิน มีสีสัน สามารถเอาชนะคู่แข่งในตอนนั้น คือ คุณชนะ รุ่งแสง  เป็นเรื่องที่พลิกความคาดหมาย โดดเด่นขึ้นมาจนน่าทึ่ง  คุณลุงจำลองได้พลิกฟื้นกทม. มีผลงานอะไรใหม่ๆ เป็นที่ยอมรับ เกิดความประทับใจจากประชาชน และได้รับเลือกตั้งอีกครั้งเป็นสมัยที่ ๒


ต่อมา ได้ก้าวขึ้นไปตั้งพรรคพลังธรรม ซึ่งหลายคนมองว่า เป็นการก้าวกระโดด พ่อครูก็เลยตกกระไดพลอยโจน พรรคพลังธรรมได้ส่งญาติธรรมลงสมัครส.ส.หลายพื้นที่ โนเนมทั้งนั้น  ซึ่งตรงนี้มองว่า ลุงจำลองอวดเก่ง ไม่เชื่อพ่อครูซึ่งไม่เห็นด้วยในการตั้งพรรคตั้งแต่แรกแล้ว ไม่เชื่อสัตบุรุษ มองว่าพ่อครูไม่รู้เรื่องการเมือง มีการบอกผ่านไปยังคนใกล้ชิดแต่ก็คงไม่ได้บอก สุดท้ายไม่เป็นมรรค เป็นผล พรรคพลังธรรมเลยไปไม่ถึงดวงดาว 


การเสื่อมถอยคงมาหลายเหตุปัจจัย ประเด็นที่น่าสนใจ คือ เชื่อนายทุน เชื่อว่า คนประสบผลสำเร็จแล้วจะไปได้ดี แต่กลับไม่เป็นอย่างนั้น บทเรียนจากการก้าวกระโดด คือ ไม่ก้าวไปทีละขั้น และสรุปได้ว่า คนดียังมีไม่มากพอ และทำการใหญ่เกินตัว


-  คุณเกษมได้วิเคราะห์ว่า การเมืองพลิกไป พลิกมา ทุกอย่างไปอยู่ที่ท่านจำลองคนเดียว  พอเริ่มดังศัตรูก็มากขึ้น ถูกโจมตี และดิสเครดิตสารพัด แม้แต่ร้านมังสวิรัติเขาก็มองว่าเป็นพลังธรรม   


คนไปเป็นรัฐมนตรี ต่างคนก็ต่างทำงานกันไป ไม่ใช่เป็นแนวคิดของพรรคโดยตรง ยกตัวอย่าง น.ต.ประสงค์ หรือ พ.อ. วินัย เขาก็มีเอกลักษณ์ของเขา  พรรคไม่ได้เป็นตัวกำหนด ฉะนั้น การแก้ปัญหา ต้องเริ่มที่นโยบายก่อน ทุกคนต้องพูดเหมือนๆกัน อย่างสภาสัมมาธิปไตยนี้


รัฐมนตรีใช้ความสามารถของตนเองบริหารงาน จึงต้องมีผู้ติดตามรัฐมนตรี เพื่อช่วยเหลือและเรียนรู้ เช่นเรื่องการเกษตร การค้าขาย  แต่ละวิชาชีพมีความสามารถเฉพาะตัว เฉพาะเรื่อง ซึ่งเราจะได้เห็นจุดด้อย จุดดี 


รัฐมนตรีมีข้อบกพร่องเราต้องรู้ ต้องเคลียร์ คุณเกษมได้พูดถึงช่วงที่เป็นเลขาฯรัฐมนตรีช่วยฯว่า ผมไม่บอกใคร เพราะกลัวมาฟ้องหัวหน้า ซึ่งคงจะเกิดปัญหาตามมา นี่คือข้อผิดพลาดหนึ่งที่คุณเกษมกล่าวยอมรับ


ถ้าเราตั้งพรรค เราจะต้องใช้ ศีลธรรมนำการเมือง  แสวงหาคนดี มาเป็นที่ปรึกษา เพราะการเมืองทุกวันนี้ชำรุด ฉ้อฉลหมด  


พลังธรรมไม่สูญ  ยังอยู่ในใจคนว่า "ดีนะ"


- คุณแห่งไท กล่าวว่า มันอยู่ที่คน ขึ้นเร็ว ลงเร็ว คนไม่พร้อม คนพร้อมคือ ส่วนน้อย พรรคพลังธรรมพยายามสร้างวิศวกรการเมือง แต่มันไม่ทัน เพราะไม่ใช่สร้างแค่ปี หรือ ๒ ปี เท่านั้น  กระแสธุรกิจการเมืองมันมาเร็ว พยายามส่งไม้ต่อไปยังคุณทักษิณ  แต่ไม่มีพื้นฐานคุณธรรมสักเท่าไร ทำให้สังคมได้เรียนรู้  จึงต้องเน้นการสร้างคน และแตกตัวไปสร้างงาน


ขบวนการคัดคน ดี เด่น ดัง แต่พอเอาเข้าจริง กลายเป็น ดัง เด่น ดี มันจึงไม่ยั่งยืน  ถ้าจะทำต่อ คือ การวางรากฐาน คัดคนมารับไม้ต่อ ทำต่อเนื่อง ไม่ต้องมาเริ่มต้นใหม่  พัฒนาไปเรื่อยๆ ไม่ต้องพูดถึงระยะเวลา เราทำอย่างเต็มที่ วางรากฐานไว้ ไม่สำเร็จไม่เป็นไร วางคนไว้สืบต่ออุดมการณ์ ให้เหล่าสัมมาธิปไตยมีสัมมาก่อน มีเป้าหมายที่ชัดเจน และทำตามเหตุปัจจัย เราจะไม่เหนื่อยมาก


- คุณวีระเดช  กล่าวพอสรุปได้ว่า เมื่อครั้งพรรคพลังธรรมได้เข้าร่วมรัฐบาล มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำในครั้งนั้น พรรคพลังธรรมได้พยายามยืนหยัดอุดมการณ์ พอคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้แจกสปก. 4 - 01 ให้กับเศรษฐี พรรคพลังธรรมเห็นท่าไม่ดี จึงของดออกเสียง และเป็นเหตุให้นายกฯชวน ต้องชิงยุบสภา


พรรคพลังธรรมที่ล่มลงไป บทเรียนที่ควรแก้ไข คือ 


๑. วางระบบในการควบคุมผู้นำ  

หัวขบวนต้องมีสัมมา หรือ ธัมมา คือ มีความซื่อสัตย์   

๒. พยายามสร้างสื่อ คือ สื่อสมัยใหม่ ทางโซเชี่ยล มีการควบคุมทุกจุด สู้กันด้วยสื่อ 


- ฑิตเดิมแท้ กล่าวว่า มองไปที่ชาวอโศก ๑๐๐ คน ให้คัดออกมาสัก ๑๐ คน ก็พอแล้ว  ค่อยๆหล่อหลอมไป สร้างความคุ้นเคยกันไป  ใครมีความสามารถ ใครที่มีต้นทุนให้การสนับสนุนเขาไปเลย วิธีการที่ดีที่สุด คือ "การให้"  คัดคนที่ยังไม่มีศีล ๕ ให้มีศีล ๕  จุดอ่อนของพรรคพลังธรรม และพรรคเพื่อฟ้าดิน คือ ไม่ทำอย่างต่อเนื่อง  ต้องสร้างคนให้มีคุณภาพขึ้นมา  และเสียสละได้อย่างแท้จริง


- ฑิตหนึ่งพุทธ กล่าวเสริม เราเคยชินกับการหา คนเด่น คนดัง ให้มันได้ใหญ่ เรื่องพวกนี้ไม่ต้องห่วงกังวล ถ้าเราทำได้ดีมันจะมาเอง ทำจากจุดเล็กๆไป  มันจะง่าย ทำให้มันจริง  สภาสัมมาธิปไตยต่อไปจะตั้งเป็นพรรค  ส่วนสภานี้จะแปรรูปไปเป็น สภาสัมมาบัณฑิตแทน  เป็นผู้แทนนอกสภา เชื่อมร้อยเครือแหญาติธรรมทุกกลุ่มต่างๆ  ร้านมังสวิรัติ กสิกรรมไร้สารพิษ  การแพทย์บุญนิยม ฯลฯ  สภาสัมมาบัณฑิตจะคุมพรรคสัมมาธิปไตยอีกทีหนึ่ง  เป็นตัวแทนประชาชนชาวอโศก  ทำการเมืองนอกสภาคู่ขนานกันไปกับพรรคในสภา


- คุณเกษม กล่าวเสริม  ถ้าเราซื่อสัตย์สุจริตอย่างเดียว ชาวบ้านจะวิ่งมาหาเราเอง  ช่วยได้เราก็ช่วยไป  ระบบราชการเมืองไทยมักจะไปซ้ำเติมความเดือดร้อนของชาวบ้าน  ซึ่งคนที่อยู่ในภาวะให้เราช่วยเหลือมีเยอะแยะ


สรุปปิดท้าย


ฑิตสุริยา ได้กล่าวสรุปว่า  เรื่องของพรรคพลังธรรม เป็นการรวมกันระดับแรก  ศรัทธาเป็นตัวก่อให้เกิดการรวมตัว  ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ  เกิดปรากฏการณ์บันลือโลก  คงยากที่จะเกิดอีกครั้งหนึ่ง


สมัยนี้เป็นยุคของนักเลงทหารจับมือกัน  พวกเราจะอยู่ในแนวไหน แนวธรรมะ??  ท่ามกลางที่เขาใช้อำนาจอย่างเมามัน


ชาวอโศกถ้ารวมตัวกันได้ จะเป็นทางเลือกแนวหนึ่ง เป็นแนวสัมมาอาชีพก็ได้ ซึ่งอาจจะหลากหลาย  ลองพิสูจน์ที่พ่อครูสร้าง ๓ อาชีพกู้ชาติ เป็นการเมืองภาคประชาชน ถ้าเรามั่นใจในแนวทางนี้


ปิดประชุมเวลาม 

๒๑.๒๒ น.

No comments:

Post a Comment

สัมมาบัณฑิต คือ ใคร ?

 สัมมาบัณฑิต คือ ใคร ? ญาติธรรมชาวอโศก ผู้มีดวงตาเห็นธรรม มีสัมมาทิฏฐิ มีศรัทธาปฏิปทาโลกุตระบุญนิยม ถือศีล 5 ละ อบายมุข กินมังสวิรัติ เป็นปก...