Sunday, June 6, 2021

บทบัญญัติธรรมนูญ (ฉบับโครงร่าง)

 

 บทบัญญัติธรรมนูญ

(ฉบับโครงร่าง)

 

1. สถาบันนี้ชื่อว่า “สภาสัมมาธิปไตย”  

จัดตั้งขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ ดังนี้

1.1 เพื่อเป็นลานเสวนา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพิ่มพูนสังเคราะห์ ภูมิปัญญาโลกุตระ อันหลากหลายครอบคลุม ให้เป็นที่เห็นพ้องต้องกันของหมู่มวล

1.2 เสริมสร้างและสืบสาน เชื่อมร้อยบุญนิยมสัมพันธ์ ในเครือแหบวรอโศก ให้ลึกซึ้งถึงแก่น เป็นปึกแผ่นแน่นหนา สามารถรวมพลังสามัคคี พร้อมกว้างเกื้อเพื่อมนุษยชาติ

1.3 เสริมสร้างบุญญาวุธ สัมมาทิฏฐิ ในเจตคติ วิสัยทัศน์ เพื่อนำพาปฏิบัติ สัมมามรรค แบบสมาธิพุทธลืมตา

1.4 เสริมสร้างเพื่อกว้างเกื้อ เบญจภาคีบุญนิยม ให้เป็นมูลฐานแกนแกนหลัก เอื้ออวย ประโยชน์สุขสำคัญ อันคือ

1.4.1 เศรษฐกิจ สาธารณโภคี บุญนิยม ได้แก่ สามอาชีพกู้ชาติ กสิกรรมไร้สารพิษ ปุ๋ยสะอาด ขยะวิทยา

1.4.2 พาณิชย์บุญนิยม

1.4.3 สาธารณสุขบุญนิยม

1.4.4 การศึกษาสื่อสารบุญนิยม

1.4.5 การเมืองบุญนิยม อย่างคนจนที่มีแบบ ทั้งการเมืองภาคประชาชน อันเราทำมาแต่ต้น จนต่อยอดประโยชน์ผาสุก แก่มหาชนทั่วไทย ณ กาละนี้ แบบฉบับการเมืองบุญนิยมของหมู่มวล ควรเข้าไปตั้งต้น สถาปนาให้เป็น หลักธรรมนำวิถีการเมืองภาครัฐสภา ไว้อย่างสำคัญยิ่งยอด

 

2. ก่อการจัดตั้งขึ้นโดย คณะสัมมาบัณฑิต

2.1 สมาชิกสภา : สรรหาโดย ผู้รับใช้สัมมาบัณฑิต คัดเฟ้นญาติธรรม ที่มีศีลห้า เว้นขาดจากอบายมุข มีปกติรับประทานอาหารมังสวิรัติ

2.2 คณะผู้รับใช้สภา สรรหาให้มีสัมมาบัณฑิต 22 คน เป็นจิตอาสาทำงานฟรี

2.3 มีเลขาธิการสภา เป็นผู้อำนวยการรับใช้ มีสมณะสิกขมาตุเป็นที่ปรึกษา

2.4 พันธกิจสภา : มุ่งมั่นสร้างสรรจรรโลงเบญจภาคีบุญนิยม ให้มีวัฒนธรรมจำเริญ ด้วยการศึกษาปฏิบัติ ศาสนธรรมโลกุตระแบบลัทธิพุทธ  อเทวนิยม

 

3. การเมืองบุญนิยม  

ส่งเสริมภารกิจ ครองแผ่นดินโดยธรรมาภิบาล ด้วยอธิปไตย 3      

ได้แก่ ธรรมาธิปไตย ประชาธิปไตย  และ อัตตาธิปไตย

3.1 ธรรมาธิปไตย

3.1.1 พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ

3.1.2 มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี เป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของศาสนา

3.1.3 มหาศีล เบญจศีลเบญจธรรม

3.1.4 จรณะ 15  วิชชา 8

3.1.5 สาราณียธรรม 6 สัปปุริสธรรม 7

             3.2  ส่งเสริมหลักประชาธิปไตย อันถูกตรงตามครรลองคลองธรรมแบบบุญนิยม

3.2.1 อปริหานิยธรรม โดยหมั่นประชุมพร้อมเพียงกัน เนืองนิจ และพร้อมเพรียงกันเลิก

3.2.2 ยุติตัดสินปัญหาคดี ด้วยอธิกรณสมถะ 7

3.2.3 นักการเมืองพึงประสงค์ คือผู้จำนงสมาทานถือศีลสำนึกดี การเมือง 7 ดังนี้คือ

                                    (1) พึ่งตัวเองเป็น

                                    (2) มักน้อยสันโดษ

                                    (3) ไม่ถือเป็นอาชีพ

                                    (4) ถือเป็นงานอาสาเสียสละ

                                    (5) ไม่มีอคติ 4 คือ ฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติ

                                    (6) อิสระจากโลกธรรม 8 คงมั่น มงคล 38

                                    (7) ถือเป็นงานเพื่อบ้านเมือง เพื่อประชาชนทั้งมวล เพื่อผู้อื่นที่พ้นไปจากตัวเอง พ้นไป

จากครอบครัว พ้นไปจากหมู่พวก แม้แต่พ้นไปจากพรรคของตน

3.2.4 กุศโลบายประชาธิปไตยบุญนิยม

                                    (1) ไม่มีการหาเสียงแม้ ลงเลือกตั้ง

                                    (2) ไม่มี หมู่กลุ่มคณะไหนกุมอำนาจใดในพรรคหรือในสภา คือทุกคนต่างอิสระ มีเอก

สิทธิ์เสมอกัน

(3) ผู้รับตำแหน่งทางการเมือง อันมีผลประโยชน์จัดให้ พึงรับไว้ใช้เองไม่เกินกึ่งหนึ่ง เกินกว่านั้นให้สละออกแก่หมู่คณะพรรค

                                    (4) การเมืองควรทำได้ ด้วยต้นทุนต่ำ แบบคนจน เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้ถ้วนทั่ว

                                    (5) งานการเมืองเป็นเรื่องจิตอาสาทำประโยชน์สาธารณะ เพื่อแผ่นดินมวลมนุษยชาติ

ทำนองเดียวกับ งานพระศาสนา ผู้พร้อมเสียสละ เป็นนักการเมือง พึงเจริญรอยตามพระพุทธเจ้าเหล่าสมณะสาวก เป็นต้นแบบควรเทิดทูนบูชายิ่ง  พระพุทธเจ้าทรงเป็นนักประชาธิปไตยเอกของโลก

3.3 ใช้อัตตาธิปไตยให้พอเหมาะสมควร ถูกกาลเทศะ ตามฐานะ อัตวิสัย พึงประเมินประมาณภาววิสัย ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนแท้จริงๆ

3.3.1 สภาใดไร้สัตบุรุษสภานั้นไม่ใช่สภา

3.3.2 สัตบุรุษย่อมเป็นเสียงชนส่วนน้อย ควรต้องคอยรับฟังผู้อื่นด้วยดี โดยไม่ประมาทเสียงข้างมาก หากต้องอนุโลมปฏิโลมตามควรแก่กรณี (Minority rights, Majority rules)

3.3.3 สังคมประชารัฐ พึงส่งเสริมพลเมือง ได้ศึกษานำพาลดละกิเลสอัตตา แห่งโลกียวิสัย เพื่อให้ตื่นรู้ มีอธิปไตยในตัวเองสูงขึ้น คือเป็นไทจากอบายมุข เป็นลำดับต้น จนสามารถอยู่ เหนือโลกธรรมขึ้น ไปตามลำดับ

3.3.4 ผู้นำใด มีอธิปไตยในตน กระทั่งหลุดพ้นจากอคติเพียงใด ผู้นำนั้น คู่ควรศรัทธา ไว้วางใจ พึงมีศักดิ์และสิทธิ์ เพื่อใช้อัตตาธิปไตยอย่างสร้างสรรจรรโลงได้ดี ตามภูมิ

3.3.5 ผู้นำคือผู้รับใช้

4. เศรษฐกิจสาธารณโภคีบุญนิยม

4.1 ส่งเสริม 3 อาชีพหลัก เพื่อกู้โลก คือ กสิกรรมธรรมชาติ ปุ๋ยสะอาด ขยะวิทยา

4.2 ส่งเสริมห่วงโซ่ธัญญาหาร ให้เพียงพอพึ่งตนเองจนเหลือเผื่อแผ่ ในชุมชนไปถึงครัวโลก ตามพุทธภาษิต อาหารเป็นหนึ่งในโลก

4.3 รณรงค์นำพาลดละอบายมุข นานาอันมอมเมา ผลาญพร่าเศรษฐกิจสังคม อย่างมโหฬารพันลึก

4.4 ส่งเสริมสินค้าชุมชน กลุ่มแม่บ้าน จนถึงหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์

เพื่อให้เกิดประโยชน์สูง  ประหยัดสุด  เป็นประโยชน์ตน จนถึงพร้อมประโยชน์ท่าน

4.5 มุ่งนำเศรษฐกิจพอเพียง แบบคนจน แข็งขันจิตอาสา เเรงงานฟรี ปลอดหนี้ ไม่มีดอกเบี้ย เฉลี่ยทรัพย์เพื่อสังคม

4.6 ลดการพึ่งพาเงินลงทุนจากต่างประเทศ อันเป็นการเสียเปรียบและเกิดผลเสีย ขยะสารพิษ ทำลายสิ่งแวดล้อมอีกทั้งกระทบค่านิยม วัฒนธรรมไทย ควรหันมาพึ่งพาการออม และการลงทุนภายในประเทศ เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจทดแทน

4.7 เศรษฐกิจจะดี เมื่อมีศีลนำพา( สีเลนะ โภคะสัมปะทา)

 

5. พาณิชย์บุญนิยม

5.1 ของดี ราคาถูกซื่อสัตย์ มีน้ำใจ ขายสดงดเชื่อ เพื่อเป็นเครดิตเหนือเครดิต

5.2 การตลาดบุญนิยม 4 ระดับ ตั้งแต่ ขายต่ำกว่าตลาด เท่าทุน ขาดทุนเป็นกำไร(Our loss is Our gain) กระทั่งแจกฟรี เป็นบุญเต็มร้อย

5.3 ส่งเสริมการผลิต การแจกจ่าย แบ่งปัน และการบริโภค เพื่อสังคมชีวิตเรียบง่าย สมถะ มักน้อยสันโดษ ด้วยค่านิยมกินใช้ แบบคนจน ต้นทุนต่ำ เจริญรอยตามอย่างสมณะผู้ประเสริฐ เลิศคุณค่า เป็นสรณะ

5.4ส่งเสริมเศรษฐกิจสังคมพร้อมพัฒนาค่านิยมบริโภคให้นำพาลดละกินสูบดื่มเสพเที่ยวเล่นเช่นอบายมุขกีฬาผลาญพร่า ทรัพยากรโดยไม่สร้างสรรจรรโลง ตามควร

 

 

 

6 สาธารณสุขบุญนิยม

6.1 การสร้างสุขภาพของชาวอโศก

6.1.1 เน้นการพึ่งตนเอง

6.1.2 ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น

6.1.3  ปลูกฝังวัฒนธรรมกินอยู่หลับนอน

6.1.4 นิยมประหยัด เรียบง่าย ปลอดภัย ใช้ทรัพยากรท้องถิ่น

6.1.5 เน้นเพิ่มภูมิคุ้มกัน เพื่อป้องกันก่อนรักษา

6.2 สุขภาพดีด้วย 8 อ.

6.2.1 อิทธิบาท 4

6.2.2 อารมณ์

6.2.3 อาหาร

6.2.4 อากาศ

6.2.5 ออกกำลัง หรืออิริยาบถ

6.2.6 เอนกาย

6.2.7 เอาพิษภัยออก

6.28 อาชีพไม่บั่นทอนชีวิต

6.3 สุขภาพดีตามวิถีไทยไท ในเครือแหชุมชนบวรอโศก  รูปร่างสันทัดไม่อ้วนไม่ผอม แลดูแข็งแกร่งกระปรี้กระเปร่า เบากาย พร้อมทำกิจกรรมต่างๆได้ทันที แม้นเข้าวัยสูงอายุ มีลักษณะที่เห็น  หรือยามอยู่ใกล้ชิด แล้วเห็นอกเห็นใจ คือ เข้ากับคนง่าย ประสานงานดี คิดริเริ่มดี รับคำสั่งเป็น คนอื่นสั่งงานก็รับได้ ไม่ถือตัว ไม่โกรธง่าย ทำให้คนรอบข้างมีความสุข ใช้ในการศึกษาเรียนรู้ อยู่เสมอกินง่ายเลี้ยงง่าย นอนหลับขับถ่ายสะดวก ใจดีแบ่งปันง่ายๆ เป็นพี่เป็นน้องอบอุ่น จะแก่ จะป่วย จะตาย ก็เย็นอกเย็นใจ           มีสติสัมปชัญญะ ไม่โวยวาย ไม่ทุกข์ร้อน ไม่เรียกร้อง มีอิสรเสรีภาพในหัวใจ เคลื่อนตัวว่องไว รวดเร็ว เรียบง่าย  สัมภาระน้อย พึ่งตนเองได้มาก ช่วยผู้อื่นได้มาก

 

7. การศึกษาสื่อสารบุญนิยม

มีปรัชญาการศึกษา คือ ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา ตามหลักพุทธธรรม 3

7.1 โลกุตระ (ศีลเด่น) เรียนรู้วิถีชีวิตตามหลักสูตร สัมมาอริยมรรคมีองค์ 8  นำด้วย สัมมาทิฐิ เป็นหัวหน้าพานำสัมมาสติ ควบคู่สัมมาวายามะ เป็นองค์ 3 ตามกำกับขับเคลื่อน มรรคองค์ 4 ในวิถีชีวิต พฤติกรรม ของ การคิด พูด ทำงาน และดำเนินชีวิตอาชีพ  มรรค 3 นำ  มรรค 4 คือ มรรคองค์ 7 กระบวนวิถีนี้ คือ สัมมาสมาธิ เป็น สมาธิพุทธ ลืมตา ตื่นรู้อยู่ในชีวิตประจำวัน จนสามารถอยู่เหนือโลก อิสระจากโลกียวิสัย ตั้งแต่อบายมุข กามคุณ โลกธรรม และโลกอัตตา

7.2 โลกานุกัมปายะ (เป็นงาน) มุ่งพัฒนาศักยภาพ และความรับผิดชอบในการทำงาน หรือกรรม ซึ่งเป็นเนื้อหาแก่นสารของชีวิตมนุษย์  เพื่อให้ผู้ศึกษา ตระหนักถึงคุณค่าในการทำงาน  ในทิศทางที่จะเอื้อประโยชน์  ต่อความเจริญงอกงาม  ทั้งส่วนตน และสังคมส่วนรวม ให้เกิดประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน อันจะเป็นการอนุเคราะห์เกื้อกูลโลก  คนไม่ทำงานคือเดรัจฉานธรรมดา “

7.3 โลกวิทู (ชาญ วิชา) ให้ผู้ศึกษา เกิดสติปัญญา มีความรู้เท่าทันโลก ทันสังคม คิดเป็นทำเป็น แก้ปัญหาเป็น โดยรอบรู้ทั้งโลกียะและโลกุตระ

7.3.1 ความบริสุทธิ์เท่านั้นจะชนะทุกสิ่งทั้งโลกในที่สุด

7.3.2 บรมภาวะสุดประเสริฐ ทั้งห้า ของมนุษย์และสังคม

(1) อิสรเสรีภาพ (Independent)

(2) ภราดรภาพ (Fraternity)

(3) สันติภาพ (Peace)  

(4) สมรรถภาพ (Efficiency)

(5) บูรณภาพ (Integrity)

7.3.3 ประโยชน์สูง  - ประหยัดสุด ประโยชน์ตน – ประโยชน์ท่าน  โดยเฉพาะประโยชน์ตน ที่มีค่าสูงสุด นั้นคือ การได้ตัดกิเลสลดลงไปได้เรื่อยๆ  หรือการละความเห็นแก่ตัว ให้จริงๆ แท้ เมื่อใด ขณะใด เสมอ  นั่นคือ คุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์เพิ่มขึ้น ทุกขณะ ทุกเมื่อ ที่ได้ ที่มี ที่เป็น

7.3.4 ธรรมะจะต้องถูกแสดง ผู้มีงานที่ประเสริฐที่สุด คือผู้ทำงานแสดงธรรม  หากโลกไร้ผู้ มุ่งมั่น ไร้ผู้ขยัน เผยแพร่ ธรรม  นั่นคือความล้มเหลวของมนุษยชาติ ความบรรลัยของโลกอย่างสิ้นท่า

7.3.5 เราจะต้องเปิดเผยธรรมะ  ไม่มีเวลาใดเลยที่ไม่สมควรเปิดเผยธรรมะ ธรรมะจะต้องถูกเปิดเผยให้มากที่สุดในทุกๆเวลา ผู้อำพรางธรรมะ หรือผู้ที่เจตนาล้มล้างธรรมะ  ไม่ให้คนเปิดเผยธรรมะนั้น เป็นผู้ทำร้ายมนุษยชาติ ที่โหดเหี้ยมที่สุด บาปที่สุด

*******************************************

No comments:

Post a Comment

สัมมาบัณฑิต คือ ใคร ?

 สัมมาบัณฑิต คือ ใคร ? ญาติธรรมชาวอโศก ผู้มีดวงตาเห็นธรรม มีสัมมาทิฏฐิ มีศรัทธาปฏิปทาโลกุตระบุญนิยม ถือศีล 5 ละ อบายมุข กินมังสวิรัติ เป็นปก...