ประชุมสภาสัมมาธิปไตย
๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๔
เวลา ๑๙.๐๐ น.
ผู้เข้าร่วมประชุม ๑๔ คน
ทักทายผู้เข้าร่วมประชุมเรื่องทั่วไป
วาระที่ ๑
แก้ไข และรับรองรายงานการประชุม
แจ้งความคืบหน้าหลังจากคณะก่อการได้ส่งเอกสารให้พ่อครู อันมี
ปฐมบทก่อกำเนิดสภาฯ
คำปรารภ
และ ธรรมนูญสภาฯ
คุณอาหนึ่งพุทธได้เล่าสรุปใจความว่า เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ที่ผ่านมา เวลาประมาณ๖ โมงเช้า ญาติธรรมได้โทรศัพท์มาหา และต่อสายให้คุยกับพ่อครู ซึ่งพ่อครูมีความเห็นว่า คำว่า สัมมาบัณฑิต ไม่เหมาะจะเป็นชื่อพรรคการเมือง ควรจะใช้เป็นชื่อสภาสัมมาบัณฑิต ดูเหมาะสมกว่า และถ้าจะตั้งเป็นชื่อพรรค ควรใช้ชื่อว่า พรรคสัมมาธิปไตย
คุณอาหนึ่งพุทธ ได้อธิบายเสริมว่า บัณฑิต ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่บวชเรียนมาแล้วเท่านั้น ญาติธรรมล้วนเป็นบัณฑิตกันทั้งนั้น เพราะได้เป็นผู้ปฏิบัติ ถือศีล กินมังสวิรัติ มาอย่างแท้จริง
คำว่า อธิปไตย ประกอบไปด้วย
๑. ธรรมาธิปไตย
๒. โลกาธิปไตย
๓. อัตตาธิปไตย
ประชาธิปไตย ความหมาย ต้องเป็นประชาธิปไตยมีธรรม ส่วนอัตตาธิปไตย จะมองว่า เป็นเผด็จการที่น่ารังเกียจ แต่ถ้าใช้อย่างถูกกาละ ถูกธรรม ก็เหมาะควร ยกตัวอย่าง เช่น พ่อครูท่านตัดสินอะไรลงไป มองเป็นเผด็จการได้ แต่เป็นธรรมาธิปไตย
พ่อแม่ต้องเผด็จการระดับหนึ่ง ครู หรือผู้บังคับบัญชา ก็ระดับหนึ่ง ทุกอย่างต้องมีหัวหน้า กำนันต้องมีสิทธิ์มากกว่าลูกบ้านเป็นธรรมดา เป็นจ่าฝูง จ่าโขลง อย่างประเทศจีนไปดูถูกเขาว่า เผด็จการ แต่เขาก้าวหน้าไปไกล มันอยู่ที่องค์ประกอบการใช้อธิปไตย โสดาบันก็มีอธิปไตยในตนเองจากอบายมุข
พ่อครูอยากได้ผู้เป็นอรหันต์ไปทำงานการเมือง ทำงานฟรี เสียสละ นักการเมืองที่ดี คือ นักธรรมะ
คำว่า สัมมา มีความหมายว่า ความถูกต้อง พอดี พอเหมาะ พอควร
สัมมา คือ โลกุตระ ไม่มิจฉา
สัมมาธิปไตย จึงคือ อำนาจอันถูกต้องชอบธรรม
สรุปที่ประชุมเห็นควรใช้ชื่อ พรรคสัมมาธิปไตย เป็นฉบับร่างตามความเห็นของพ่อครู
วาระที่ ๒
สภาฯควรตั้งหลักเดินหน้าอย่างไรนับจากนี้
สมาชิกได้มีความเห็นเสนอหลากหลาย ดังนี้
- จัดองค์กรสภาให้เข้มแข็ง สภาทำงานการเมืองภาคประชาชน สภานี้เหมือนหอการค้า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจแก่งชาติ เป็นกลไกชี้นำ ให้ความเห็นเพื่อเตรียมการ ถ้าจะมีพรรคต้องเลือกเฟ้นบุคลากรให้เข้มๆ องค์กรสภาต้องมีความหลากหลายทุกๆด้าน ไม่ใช่การเมืองอย่างเดียว เป็นที่รวมไพร่พลหน่วยงานต่างๆ เป็นตัวแทนของชาวอโศก ส่วนการตั้งพรรคก็เป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง
- จุดแข็งของเมืองไทยคือ การเกษตร เป็นหัวใจของประเทศ
การผลิต และการแปรรูป ต้องทำให้มีคุณค่าขึ้นมา
- สมาชิกได้ยกตัวอย่างประเทศจีนว่า มีวัฒนธรรมช่วยเหลือเกื้อกูล ในการทำงานร่วมกัน และรวมตัวต่อกรได้ พรรคคอมมิวนิสต์ได้พิสูจน์จนเป็นที่ยอมรับ ให้พวกเราถอดองค์ความรู้และนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับการที่จะเป็นพรรคการเมืองในอนาคต เน้นการอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นคนรับใช้
- จีน เกาหลี และญี่ปุ่น มีวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง เน้นปราบคอรัปชั่น ลดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน และผู้นำต้องเสียสละเป็นต้นแบบ
- ให้หาสมาชิกเพิ่มโดยค้นหาเพชรเม็ดงามสัก ๓๐ เม็ด อย่างหลากหลาย ซึ่งแต่ละเม็ดก็มีฐานของตน เป็นการขยายฐานที่กว้างขึ้นไปในตัว
- เผยแพร่วิถีชีวิตคนไทย ถ้าต่างชาติจะมาศึกษาต้องมาที่ชาวอโศก ซึ่งมีพื้นฐานเป็นไทยแท้ๆ ทั้งเรื่องการแต่งตัว และวัฒนธรรมที่ดีงาม
- ทิศทางของสภาฯ จะเน้นเรื่อง ๓ อาชีพกู้ชาติ
- ส่งเสริมสินค้า OTOP กลุ่มแม่บ้านต่างๆ เชื่อมร้อย ส่งเสริมการรวมกลุ่มเล็กๆให้มากขึ้น
- เศรษฐกิจ อยู่ที่การตลาด
ทุนนิยม ก็อยู่ที่การตลาด
และบุญนิยม ก็อยู่ที่การตลาดเช่นเดียวกัน
- ยุคนี้จะหาผู้นำที่โดดเด่นอย่างพลตรีจำลองคงยาก จึงต้องทำงานเป็นทีม มุ่งสร้างคนรุ่นใหม่ เพื่อจะเป็นโครงสร้างของประเทศแทนรุ่นพวกเรา
ช่วงนี้จึงแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และปูพื้นฐานไปเรื่อยๆ
- ชาวอโศกคือ การเมืองภาคประชาชน เราประสบผลสำเร็จมาแล้ว และกำลังเดินหน้าต่อไป เราจะทำพรรคการเมืองก็เป็นอีกก้าวหนึ่ง ไม่ใช่ก้าวกระโดด ให้สุกงอม เข้มข้น
- เรื่องสื่อ ก็ควรเน้นให้สมาชิกได้รับการอบรม เพื่อการเผยแพร่ให้ผู้อื่นได้รับรู้
วาระที่ ๓ เรื่องอื่นๆ
สมาชิกได้นำเสนอตั้งเป็นกระทู้ในการประชุมคราวหน้า กรณีพรรคพลังธรรม จากที่เคยมีกระแสแรง และกลายเป็นต้องดับไปก่อนเวลาอันควร
ควรถอดบทเรียนไม่เป็นแบบเดิม จะทำอย่างไรให้กระแสของเราแรงขึ้นๆ
สรุปปิดท้าย
คุณอาก้อนดิน ได้กล่าวสรุปว่า พ่อครูให้เพชรเรามาเยอะ ต้องมาเจียระไน (ตอนนี้มีใจเพชร) พ่อครูทำสำเร็จแล้ว โดยเฉพาะคนมีวรรณะ ๙ ระบบสาธารณโภคี ซึ่งไม่เคยมีใครทำมาก่อน ทำได้ทุกวรรณะ ทั้งนักบวช และฆราวาส หาเพชรมาเจียระไนสักหน่อย ก็จะได้เพชรที่ดี
ประชาธิปไตยที่มีธรรมาภิบาล คือ ประชาธิปไตยที่ดีที่สุดต้องมี ๗๗ ข้อ(พ่อครูเคยอธิบายไว้) ขอให้รักษาสุขภาพกาย และใจ ให้ดีไว้ เพื่อจะประสบความสำเร็จดังที่ตั้งไว้
ปิดประชุมเวลา
๒๑.๐๖ น.
No comments:
Post a Comment