Thursday, June 3, 2021

คำปรารภสภาสัมมาธิปไตย

 

คำปรารภสภาสัมมาธิปไตย

 

อารัมภบท

จำเดิม ย้อนหลัง ตั้งแต่ 50 ปีก่อน พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ แม้เพิ่งบวชเพียงไม่กี่เดือน เริ่มเทศนาธรรมออกสาธารณะกว้างขึ้น  ณ ลานอโศก แหล่งชุมนุมนักธรรมะหลากหลายสำนัก กาละโน้น

ด้วยปฏิปทาสมณเพศ สละโลกียวิสัยสมบัติ ถือศีลเคร่ง ฉันเอกามังสวิรัติ ย่ำเท้าเปล่า  ตัดกิเลสถึงโลกุตระ คือ ละขาดอบายมุข กามคุณ โลกธรรม จนเหนือโลกอัตตา

ถึงแม้ว่าตัวอย่างที่ดีจะมีค่ากว่าคำสอนขนาดไหน ด้านปริยัติทฤษฎี เช่น แผนที่ชี้นำมรรคาปฏิบัติ พ่อครูจำเป็นต้องเร่งประกาศสัจธรรม สู่สาธารณะ ดังเช่นเริ่มปักหมุด จุดลานอโศก เป็นฐานหลักสำคัญตั้งต้น

ลานอโศกครั้ง 50 ปีก่อนโน้น เป็นแหล่งชุมนุมจอมยุทธ์ ธรรมะ ขึ้นชื่อลือชาหลากหลายสำนัก ต่างประกาศลัทธิของตน  ตามแต่ปักมั่นยึดถือปฏิบัติไปคนละทิศทาง

พระโพธิรักษ์ หนุ่มอดีตดาราทีวี ก้าวกระโดดจากโลกมายา ไม่เคยเป็นศิษย์ครูบาไหนมาก่อน เพิ่งบวชใหม่สดๆ อาจหาญแกล้วกล้าแสดงตัวตน เทศนาปรมัตถธรรมล้ำลึก โลกุตระ ปะทะคารมโต้ตอบสากัจฉาปรับปวาทะ แลกเปลี่ยน ภูมิบัณฑิตนักเลงธรรมะ กันอย่างสนุกออกธรรมรสยิ่งนัก

ในขณะที่พ่อครูตั้งหน้าตั้งตาสอนคนให้ตัดกิเลส มีคนศรัทธา ตามฟังแต่ละครั้งนับสิบ จนถึงนับร้อยๆก็ตามที

แล้วจะมีสักกี่คนที่เอาจริง ฟังธรรมแล้วเอาไปทำ ไม่เอาไปทิ้ง

เลยน้อยคนนักที่จักปฏิบัติธรรมอันแสนยาก มันต้องสู้อดทนข่มฝืน ลงทุนใช้เวลากว่าจะเห็นผลตามควร

จากสถานการณ์เช่นนี้แหละ พาให้พวกมากหลายใจเร็วด่วนได้ อดคิดไม่ได้ว่า ธรรมะทวนกระแส แน่ๆแบบพ่อครูสอนนี้น่ะ เมื่อไหร่ถึงจะมีฤทธิ์ ทันแก้ปัญหาระดับชาติได้ล่ะ....?!?

ใครตอบได้ยกมือขึ้น..?

สำหรับพวกหนุ่มคนรุ่นใหม่ไฟแรง หลายๆคนคงจะดูถูก หมิ่นแคลนธรรมะ ถึงดีวิเศษยังไง ก็ช้านานเกินกว่าจะรอไหว...

มุมมองทะลุ ดูคล้ายจะแหลมคมข้างต้น อาจชวนคนมองข้ามธรรมะ จนหันไปเข้าป่าหาฝ่ายซ้ายบ้าง สุดท้ายต้องออกจากป่า มาสู้ในเมืองอยู่ดี

อโศก พอจะมีคำตอบตื้นลึกขนาดไหน เชิญตามมาได้เลย ?!

       

(1)   จนให้เป็น สุขสำราญเบิกบานใจ

ก่อนอื่น ขอสรุป พ่อครู สมณะโพธิรักษ์ พาคนมาตื่นรู้ ตามฟังธรรมบรรยายจากสัตบุรุษ แล้วศรัทธาขบวนการหมู่ถือศีลเคร่งครัดปฏิบัติ สกัดกิเลส     

คือหลงติดอะไรให้เลิกละอันนั้น ทีละเรื่อง ตั้งแต่กายนอกถึงกายใน แบบสมาธิพุทธลืมตา

ซึ่งสามารถปฏิบัติพร้อม กิจวัตรปกติ ขณะทำงานทุกกาลเทศะ

เมื่อชีวิตประจำวัน คอยสำรวมตน โดยควบคุมตัวเอง ด้วยศีลควบคู่ปัญญา นำพาให้เกิดการยกระดับจิต ให้สูงขึ้น อย่างมั่นคงเข้มแข็ง

จากการถือศีลให้เคร่งครัดมากขึ้นเป็นอธิศีล ผนวก อธิปัญญา จนเกิด อธิจิต อันนี้แหละ คือสัมมาสมาธิ  เป็นสมาธิพุทธลืมตาในชีวิตประจำวัน  ถึงมีผลสูงประโยชน์ใหญ่ยิ่งจริงแท้

ข้อวัตรนี้ เลยแปลกแหวกแถวจากแนวพระปฏิบัติ แม้วัดป่า ซึ่งพาหลงหลับตาสะกดจิต ไม่มีปัญญาสกัดกิเลส ดีแต่สมถะกดข่มหินทับหญ้า อย่างสมาธิฤๅษี อันคือลัทธิหนีโลกทิ้งสังคม 

ยิ่งสำหรับคนเมือง ย่อมไม่สะดวกกับชีวิตประจำวัน  สมาธิหลับตา ต้องหาเวลาพักงาน สถานที่เงียบสงบ ลงทุนมากแต่ทำได้ยาก จึงมีผลน้อย ได้ไม่คุ้มเสีย

นี่คือหนึ่งปมล้มเหลวใหญ่ของพุทธกระแสหลัก โทษฐานไม่ช่วยแก้ปัญหาสังคม ไม่เห็นจะเป็นที่พึ่งพาของชีวิตได้ตรงไหน มากกว่า แค่ศรัทธาพิธีกรรม สวดมนต์ใส่บาตร

           แม้ทำบุญทำทาน น้อยนักจะรู้จักลดกิเลส ขี้มักหวังจะรวยล้นลาภยศสรรเสริญ เจริญสุขสมจมอัตตาหนักหนา ตามประสาปุถุชนคนกิเลสหนามากขึ้นอีก

ในขณะที่ทางเลือก ทวนกระแสเข้าแก่นพุทธ หันมาพึ่งปัจจุบันกรรม พลิกผันตัวเองติดดิน   กินอยู่เรียบง่าย ขยันประหยัด ตัดอบายมุข เลิกฟุ้งเฟ้อ ไม่เป็นหนี้ ไม่มีดอกเบี้ย เลยเหลือกินเหลือใช้ ฐานะดีขึ้นทันตาเห็น

ดังนั้น ชีวิตคนจนแม้กสิกร ต้องพึ่งตัวเองให้เป็น หาเลี้ยงตนจนพอเพียง กินอยู่แบบคนจนต้นทุนต่ำ โดยถือศีล ตัดกิเลส เศรษฐกิจยิ่งง่ายขึ้นเป็นกอง    ส่วนปัญหาสารพัดอื่น ค่อยดีวันดีคืน

เมื่อถือศีลให้เป็น จะเห็นผล หมดวิปฏิสาร หายเดือดร้อน แบบคนจน คนมีปัญญา จนให้เป็น

*คำตอบอยู่ที่หมู่บ้านสาธารณโภคี*

ระบบบุญนิยม สามารถสร้างศรัทธา พาคนมากล้าจนหมู่บ้านเดียวกว่าห้าร้อยคน ตัวอย่างหมู่บ้าน บวร ราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี ทุกคนทำงานฟรี มีรายได้เข้ากองกลาง เป็นสาธารณโภคี  ชาวชุมชนต่างกินอยู่ฟรี มีสวัสดิการแบบพอเพียง

นี่คือคอมมูนยิ่งกว่าคอมมูน  แถมเสียภาษีคืนแก่สังคมถึงร้อยเปอร์เซ็นต์

มาเป็นคนจนแบบขยัน สร้างสรร สร้างมิตร ชีวิตประเสริฐ มีหวังเกิดผลจริงตามสูตร ทิฏฐธัมมิกัตถะ ได้ประโยชน์โลกนี้ทันตาเห็น

ทั้งพร้อมมูลด้วย สัมปรายิกัตถะ ประโยชน์โลกหน้าถึงโลกุตระ ไม่มีพลาดศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา เด็ดขาด

ผลสำเร็จของเศรษฐกิจสาธารณโภคีบุญนิยมดังว่ามานี้ มีนักวิชาการแม้จะยอมรับว่า ชาวเราทำได้ดีจริง ถึงขนาดนั้น คนไม่วาย ดูถูกได้ว่ามันยังคับแคบ เฉพาะหมู่น้อยของพวกอโศกเองเท่านั้น

คือแก้เศรษฐกิจได้แค่ จุลภาค   แต่ใช้กับคนส่วนใหญ่ ทำไม่ได้อยู่ดี

ในจุดยืนของชาวบุญนิยม ยังเชื่อมั่นว่า เมื่อใดทำได้หลายๆ จุลภาค พอรวมกันมากเข้าเท่าใด ย่อมกลายเป็น มหัพภาคมากขึ้นเอง

ขืนรอต้องเหมาเข่ง ไว้ทำพร้อมทีเดียว ทั่วไทยค่อยลงมือ ก็เพ้อฝันหวานไปก่อนเถอะ

อันที่จริง เพียงรัฐมีปัญญาเห็นประจักษ์ปรากฏการณ์จริง ณ ราชธานีอโศก มันน่าพอจะเป็นตัวนำร่องพาคนถือศีล พร้อมลุยโลดเศรษฐกิจพอเพียง ตามศาสตร์พระราชาอย่างเอาจริงได้เลยทันที

ชุมชนห่างไกลอบายมุข ย่อมค่อยๆเกิดมากแห่งขึ้นได้ทวีคูณ ตามวิสัยนโยบายรัฐประชาสมาสัย อาจเป็นเหตุปัจจัย เร็วช้ากี่มากน้อย  ตามนั้น                   

ปรากฏการณ์จริงประจักษ์แจ้ง ดังแสดงมาข้างต้นพอ สังเขป ตลอดระยะ 50 ปี ที่ผ่านมา

น่าจะเพียงพอถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ นำพาพิสูจน์ชุมชนอโศกทั่วไทย นับสิบแห่ง ล้วนแล้วต่างสามารถ พึ่งพาเศรษฐกิจ สาธารณโภคีบุญนิยม กระทั่งพอเพียงเลี้ยงตน จนเหลือพอแบ่งปันเอื้ออวยสังคมตามกาละระดับหนึ่ง

ทั้งหมดนี้คงพอจะถือเป็นผลสำเร็จ อย่างยั่งยืนอันดียิ่ง ของวิถีคนจนสุขสำราญเบิกบานใจ บนเส้นทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจชีวิตสังคม

กล่าวคือ เราทำได้แล้ว และกำลังกระทำอยู่ อีกทั้งกำลังพาทำ.....

เล่าเรื่องมาแต่ครั้ง   50 ปีก่อนโน้น พระโพธิรักษ์ เทศนา ณ ลานอโศก ได้หมู่ศรัทธาแค่หยิบมือ 

แล้วจะไปทันแก้ปัญหาสังคมเร่าร้อนของชาติได้ เมื่อไหร่หนอ..?!

ฝ่ายซ้ายจ้องรอหาแต่ อำนาจรัฐจัดการ มันต้องได้ด้วยกระบอกปืน !!

จากวันนั้นถึงวันนี้ มีปรากฏการณ์จริง คือเมื่อแก้ไขตนเองได้ มันเท่ากับแก้ปัญหาสังคม อย่างเฉียบคมเหลือหลาย

วิถีบุญนิยม ชวนให้ถือศีลเคร่ง ควบเก่งปัญญา นำพาสมาธิพุทธลืมตา ปฏิบัติชีวิตประจำวัน แก้ปัญหางานการ ทุกกาลเทศะ คืนวัน

เมื่อหันมาถือศีล จนกระทั่งบังเกิดผล อวิปปฏิสาร คือ หมดความเดือดเนื้อร้อนใจ แม้ปัญหาเศรษฐกิจจะย่ำแย่

เพราะอโศกทำมาระยะไล่เลี่ย ในหลวง ร. 9 ที่ทรงให้พึ่งตนเอง แบบคนจน กระทั่งเหลือเผื่อแผ่แบ่งปัน ขาดทุนได้เป็นกำไร

บุญนิยม ก็เช่นกัน  มีงานเทศกาล ตลาดอาริยะขายต่ำกว่าทุน  มีขายเท่าทุนบ้าง ทั้งจัดโรงบุญแจกฟรี

แม้มังสวิรัติ ชาวอโศกจัดนำขยาย จนแพร่หลายทั่วไป

ยิ่งค่านิยมชีวิตติดดิน กินอยู่เรียบง่าย แบบไทยแท้ สาวแส้นุ่งผ้าถุงใส่เสื้อชาวนา เป็นแฟชั่นอมตะ ลงตัวอย่างสมณะ

ฉะนั้น ประเด็นปัญหาเศรษฐกิจ หรือสังคมกิจ ถึงจะสาหัสเดือดร้อนทั่วบ้านเมือง มันเรื่องกระจอก กับชาวบวรบุญนิยม ซึ่งอยู่ทำมาหากินบนแผ่นดินไทย ล้วนเป็นคนเมือง ใช่อยู่ป่าพงดงเถื่อนที่ไหน

เพียงพิเศษตรงแม้จนเงิน แต่ไม่ยากจนปัญญา นำพาสุขสำราญเบิกบานใจ

เมื่อต่างเป็นอยู่คือ ญาติธรรม ร่ำรวยเพื่อนพ้องน้องพี่ พาอยู่เป็นหมู่ฝูงครอบครัวใหญ่ ใกล้ชิดสนิทใจยิ่งกว่าญาติสายโลหิตยังได้เลย

          บรรดาคนจนในหมู่บ้านบวรบุญนิยม ต่างขยันประหยัด ถึงเหลือกินใช้ ให้เป็นกองกลางสาธารณโภคี มีเศรษฐกิจดี สะพัดคืนสู่สังคมเสมอ

นับตั้งต้นเริ่มมี พระโพธิรักษ์ เพียงหนึ่งเดียว จากหนึ่งจึงเป็นเราชาวอโศก ถึงหมื่น ถึงแสน พากัน  โดยหันมาจนให้เป็น ก็สำเร็จบุญนิยม สมบูรณ์พูนสุข

เรา คือ คนจนสุขสำราญเบิกบานใจ

ถึงตรงนี้ ประเด็นเศรษฐกิจ ทั้งสังคมกิจ ต่างถือเป็นปัญหาทั่วโลก

ต้นเหตุเป็นเพราะ ไม่ศรัทธาเศรษฐกิจพอเพียง ไปหลงแข่งบริโภคนิยม และ อยากร่ำรวยด้วยทุนนิยม

เมื่อขี้โลภอยากรวยล้น ตามก้นคนมั่งคั่งเท่าไหร่ มันยิ่งทุกข์สาหัสเท่านั้น

มันต้องเอาเปรียบเหยียบหัวมากคนขึ้นไป ไม่พ้นบาป เป็นหนี้เวรกรรม

แข่งรวยเลยซวยไม่เสร็จ สำเร็จแสนยากแน่นอน

สู้หันมาเป็นคนจน หัด ประหยัดกินง่ายใช้น้อยแบบคนจน ขยันมีปัญญา มันกลับง่ายสบายดีกว่า มันทำสำเร็จ ได้เร็วไวง่ายดายกว่ากันเยอะเลย ใครๆก็ทำได้

คือ เราจงมากล้าจน ตามพระบรมศาสดา คนจนผู้ยิ่งใหญ่

ดังนั้น โลกบุญนิยม ถึง พาจน จนหลุดพ้นปัญหา เมื่อไม่จนศีลจนธรรมตามภาษิต

สีเลนะ โภคะสัมปะทา ศีลย่อมพาให้เกิดโภคทรัพย์

 

(2)  การเมืองข้างถนน พร้อมพลจัดรัฐประหาร

อีกประเด็นสำคัญ อันจำเป็นต้องไขสือ คือ การเมือง เรื่องเจ้าปัญหา พาวุ่นวายทุกประเทศทั่วโลก

สัตบุรุษผู้นำชาวอโศก แสดงภูมิคิดอ่านการเมืองบุญนิยมไว้ พอจะจุดประกาย แสงสว่างปลายอุโมงค์ ให้คนตาดี มองเห็นเช่นไรบ้าง....?

นับแต่ปฏิวัติ 2475 เป็นต้นมา ท่านผู้รู้ ตั้งข้อสังเกตถึงการเมืองภาครัฐ เสื่อมทรามลงตลอด สวนทางภาวะการเมืองภาคประชาชน ซึ่งกลับเจริญขึ้น

เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 สะท้อนให้เห็น ขบวนการนิสิตนักศึกษาประชาชน ตื่นตัวทางการเมืองสูงขึ้น อย่างน่าชื่นชม

น่าเสียดาย กระบวนการประชาธิปไตย ก้าวกระโดด ชิงสุกก่อนห่าม

ในขณะที่ ขบวนหมู่แกนนำ คุณธรรม คุณภาพ ไม่มากมวลพอ  แม้เงินบริจาค 19 ล้าน ยังเกิดปัญหาทุจริตจนได้

เสร็จแล้วไม่ทันนาน  เผด็จการทรราช กลับเอาคืน ปี 2519 หมู่นักศึกษาตกเป็นเหยื่อโดนฆ่าถูกจับทารุณกรรม จนต้องหนีเตลิดเข้าป่าเป็นแถว

หันมาหาการเมืองท้องถิ่น เป็นตัวอย่างที่ดีขึ้นชัดเจน ยุคพลตรีจำลองศรีเมือง เป็นผู้ว่า กทม. โดยกลุ่มรวมพลัง หาเสียงแบบคนจน ใช้ฝาเข่งติดป้าย สามารถเอาชนะคู่แข่ง ทุนหนาได้อย่างน่าอัศจรรย์

ครั้นมาถึงพรรคพลังธรรม ผลีผลามตั้งขึ้น จนกลุ่มอโศกจำตกกระไดพลอยโจน

ไม่ทันไร เกิดผิดพลาด ก้าวกระโดดจากท้องถิ่นมาทำ ระดับชาติเร็วเกิน

บทเรียนพลังธรรม คือคนดีมีไม่มากพอ  ซ้ำร้ายไป หลงเอาทุนสามานย์มาร่วมงาน เลยพาออกทะเลนอกอุดมการณ์

ก่อนหน้านี้มีเศรษฐีใหม่ ประกาศรวยแล้วไม่โกง  รวยพอแล้ว ขอแทนคุณเพื่อแผ่นดิน โดยตั้งพรรคไทยรักไทยขึ้น กลายเป็นเรื่องเกิดโคตรโกงมโหฬาร ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์แต่ครั้งตั้งประเทศมา

สาเหตุจากสังคมหลง ตามกระแสเชื่อคารมผู้นำพรรคไทยรักไทย รวยแล้วไม่โกง ไทยรักไทยเลยโดดเด่นในสภา ยิ่งใช้ทุนซื้อควบพรรคเล็กพรรคน้อย กลายเป็นพรรคใหญ่สุด กุมเสียงข้างมากในสภา

เมื่อไทยรักไทยเป็นรัฐบาล ผูกขาดรัฐสภาได้ด้วย สารพัดปัญหาทุจริต นโยบายนานา ผุดเป็นดอกเห็ด กระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่ตำรวจ เป็นง่อยหมด ปิดประตูการตรวจสอบแม้ในสภา

รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ทางทีวีช่อง 9 อ.ส.ม.ท. เป็นเหยื่อรายแรก ลุกขึ้นมาต่อสู้จัดสัญจรออกสู่สาธารณะ ที่ธรรมศาสตร์และสวนลุมพินี จนเกิดปรากฏการณ์  สนธิ ลิ้มทองกุล แล้วขยายมาเป็นขบวนการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

กองทัพธรรม เริ่มเข้ามาร่วมวง ตั้งโรงบุญมังสวิรัติ  จัดหยูกยา เก็บขยะ จิปาถะบริการ สาธารณโภคี ฟรี มีสวัสดิการผู้พักค้างข้างถนนประสาคนจน ยังอีกผู้มากล้นน้ำใจ หลั่งไหลมากันเองทุกทิศทั่วไทย

เลยพาให้ขบวนการการเมืองภาคประชาชนเกิดขึ้นครบเครื่อง สามารถขับเคลื่อนต่อเนื่องเป็นระยะ เริ่มแต่ครั้งพุ่งเป้าต่อต้าน ทักษิณ ชินวัตร จนนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีไม่ติด เผ่นหนีออกนอกหลบหน้าไปมา

กระทั่งเกิดปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ชิงตัดหน้าตัดตอน กระบวนการต่อสู้ของประชาชน ต้องพักยกไปช่วงหนึ่ง

จนมาถึงยุค สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคไทยรักไทยโดนยุบ แล้วได้พรรคเพื่อไทย สืบทอดอำนาจ โดยสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี

สุดท้ายสมัย ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี  นอมินียอดแย่ ดีแต่เที่ยวรอบโลก ทำหายนะ แค่คดีรับจำนำข้าว พิลึก รับซื้อแพงกว่าตลาด อ้างให้รัฐมีอำนาจกุมตลาดข้าวไทย ได้ผลพาเจ๊งกว่าห้าแสนล้าน  ป่านนี้คดีความยังไม่จบ

รัฐบาลใช้ประชานิยม พาให้ชนะเลือกตั้งตลอด ถึงสามารถเผด็จการรัฐสภา กระทั่งบริหารประเทศ สู่รัฐล้มเหลวเรื่อยมา

กองทัพธรรม ร่วมหนุนเนื่องแนวหน้า กับขบวนกลุ่ม การเมืองภาคประชาชน

ต่อสู้นอกรัฐสภา    จนไล่รัฐบาลเผด็จการสภา ได้สำเร็จ แล้วๆ เล่าๆ 4-5 ชุด

ล่าสุด ร่วมกับกลุ่ม กปปส. สามารถผนึกกำลัง ชุมนุมมวลมหาประชาชน จากทุกทิศทั่วไทย นับล้านๆ หลายหน จนมีผล ให้นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หมดสภาพ ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ใดๆ ฐานะนายกรัฐมนตรีได้อีกต่อไป

จากสถานการณ์นั้นเอง เมื่อภารกิจของขบวนมหาประชาชน ปฏิบัติการจนเรียบร้อยเสร็จสิ้นลง  เรื่องจึงลงเอยตรงที่ จะมีใครมาคอยรับไม้ต่อไปได้ ไม่เห็นมีใครอื่น นอกจากคณะ รักษาความสงบแห่งชาติ ในขณะนั้น

นั่นคือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ฐานะหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ จำเป็นและสมควร เป็นผู้รับลูก อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ของรัฐบาล โดยปริยาย เหมือนเป็นบุญหล่นทับ อย่างไม่มีทางให้เลือกเป็นอื่นใดๆได้

ด้วยเหตุฉะนี้เอง แม้รัฐประหาร เมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 ถึงจะเกิดขึ้นโดย หัวหน้าคณะ คสช. ประกาศวาทะ กลางที่ประชุม กลุ่มหมู่ผู้บริหารอำนาจรัฐ ซึ่งรับเชิญมา ให้ทราบชัดเจนว่า ผมขอยึดอำนาจ ...

ครั้นดูปรากฏการณ์จริงอันเกิดก่อนหน้า จะประจักษ์ชัดเรื่องราวเหล่าพฤติกรรมของขบวนมวลประชาชน   ซึ่งทุ่มโถมลงทุนลงแรงจัดชุมนุมประท้วง แถวย่านนั่นโน่นนี่ ด้วยอุตสาหะเหนื่อยยากแสนสาหัสสารพัดเสี่ยงภัยแก่ชีวิตถึงตายพิการ

พฤติกรรมน้ำใจจิตอาสาเสียสละแทนคุณเพื่อแผ่นดิน ทั้งหมดนี่แหละ คือต้นเหตุสำคัญ อันผลักดันให้เกิดรัฐประหารโดยสัมฤทธิ์ผล เรื่อยมา ทีละระดับ เป็นขั้นตอนสะสมมาตามลำดับ ตราบจนเมื่ออุปสรรคขวากหนาม โดนตามเก็บกวาดเรียบร้อย พร้อมรอให้หัวหน้า คสช. รับลูกไปประกาศวาทกรรม

ถึงตอนนั้น มันช่างง่ายดายยิ่งกว่าลัดนิ้วมือเดียวเพื่อทำ พิธีอย่างเป็นทางการว่า ผมขอยึดอำนาจ จบข่าว !

ปฏิวัติ 22 พฤษภาคม 2557 จึงเป็นอันเสร็จ เรียบร้อย คสช. แสนงดงามตามหลักประชาธิปไตยแบบไทยๆ

เพราะเป็นรัฐประหารโดยมวลมหาประชาชน ตั้งแต่ต้นจนปฏิบัติจัดหนักให้รัฐบาล ไม่อาจทำหน้าที่ใดๆ ตามอำนาจตำแหน่งดังเคยได้เลย

งานนี้คงทำได้แค่ครั้งเดียว ประเทศอื่นเลียนแบบได้ยาก

ดังนั้น ปัญญาชนนักรัฐศาสตร์ ทั้งวิญญูชน น่าจะหันมาพิเคราะห์ ปฏิวัติพฤษภาคม 2557 ให้ตรงจริงๆ

คือไม่ใช่ทำโดยเผด็จการทหาร ไปสำคัญผิด หลงพากันกล่าวตู่ พลเอกประยุทธ์จันทร์โอชามาตลอด

ทั้งๆที่ กระบวนการต่อสู้ของประชาชน เพื่อประท้วงต่อต้านและขับไล่ ตั้งแต่ทักษิณชินวัตร สมัยไทยรักไทย 2549 จนมาถึงยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร พรรคเพื่อไทย 2557 นาน 8 ปี ด้วยกรรมวิธี สันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธ  ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริงออกมาให้มากๆ หมดๆ

ในที่สุดถึงค่อยหลุดพ้น จากรัฐบาลโคตรโกง ผูกขาดรัฐสภา ชุดแล้วชุดเล่า กว่าจะได้รัฐบาลประชาธิปไตย เช่น ปัจจุบัน

เป็นอันว่าการเมืองภาคประชาชน ตั้งต้นต่อต้านระบอบทักษิณ นับแต่แรกเริ่มโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ขบวนเหล่าประชาชน พากันหนุนเนื่อง สานเสริมต่อเป็นระยะ  กระทั่งสุดท้าย ขยายตัวเป็นคณะ มวลมหาประชาชน กปปส. ถึงค่อยสามารถรัฐประหาร รัฐบาลหุ่นเชิด ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นอมินีทักษิณ ท้ายสุด

ตลอดช่วงการประท้วงแนวใหม่ Neoprotest ของเหล่าเสื้อเหลือง กองทัพธรรม ร่วมเสริมสานแนวหน้า กับแกนนำหลัก ยึดถือแนวสุภาพ สงบ เรียบร้อย ไม่รุนแรง เพื่อนำเสนอความรู้ และ ความจริง  ด้วย สันติ อหิงสา ซื่อสัตย์ บริสุทธิ์ คมลึก แม่นประเด็น โดย ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริงออกมาให้มากๆหมดๆ

เมื่อพากัน ศรัทธาแน่วแน่ ยึดถือ ใช้ความจริง เป็นตัวต่อสู้ประตูเดียว ความจริงจึงหนีความจริงไม่พ้น คือ ธรรมะย่อมชนะอธรรม

แน่นอนว่า ชาวกองทัพธรรม ย่อมภาคภูมิเบิกบานใจ เหมือนมวลมหาประชาชน ผู้ช่วยหนุนนำต่อสู้ จากทุกทิศทั่วไทย

อันภารกิจเพื่อแผ่นดินที่เสร็จสิ้นไป นี้นั้น ไม่ธรรมดา น่าอัศจรรย์เป็นปาฏิหาริย์ตรงปรากฏการณ์สันติวิธี คนเสื้อเหลืองต่อสู้ โดยธรรมนำหน้าจริง ไม่มีตอบโต้รุนแรง แม้ โดนฆ่าแกงเถื่อนถ่อยหลายหน

ด้วยผลหมู่มวลพาสามัคคีธรรม ถึงนำผลสำเร็จมาให้ดังใจหมาย ก็เลยเป็นแบบฉบับการต่อสู้ สันติวิธี ตัวอย่างเสื้อเหลือง เลื่องลือชื่อกระฉ่อน ทั่วโลกา

สำหรับประเด็น สุดสำคัญ คือ ปัญหารัฐกิจการเมือง เจ้าตัวแสบสันต์ อันนี้ จะมีสักกี่คนเชียว เชื่อมั่นธรรมะประตูเดียว จริงแท้แก้ปัญหาการเมืองได้ยั่งยืน  แน่นอน ส่วนมากขี้มักจะมองข้าม ซ้ำแถมดูถูกดูหมิ่น ธรรมะว่า อย่าไปยุ่งกับการเมือง เราเลยมีแต่ เสือสิงห์กระทิงแรด นักการเมืองน้ำเน่าเต็มสภา ไม่ยอมสูญพันธุ์สักที

รัฐบุรุษ มหาตมะ คานธี ชี้ไว้ชัดว่า เราต้องสถาปนาธรรมะ เข้าไปไว้ในการเมือง ให้จงได้

ส่วน พ่อครู สมณะโพธิรักษ์ ใช้เวลาสั่งสมพลพรรค ตั้งสามสี่สิบปี  กว่าจะมีฐานะเป็นที่น่าศรัทธา ไว้วางใจ ให้ยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวการเมืองให้หายยุ่งเสียทีบ้าง

กองทัพธรรมเลยยกทัพโยธา ไม่ยอมเป็นไทยเฉย ใจจืดใจดำ ปล่อยให้มหาโจรโคตรโกงเนรคุณแผ่นดิน เหิมเกริมไม่จบสิ้น

กองทัพธรรม นำพาญาติธรรม ออกแนวหน้า ร่วมรบสันติวิธีเสื้อเหลือง จนพวกหนักแผ่นดินหมดสิทธิ์ครองเมือง แผ่นดินค่อยสูงขึ้น นับแต่ กปปส. พามวลมหาประชาชน รัฐประหารรัฐบาลเผด็จการรัฐสภาสำเร็จ นั่นแหละ

ทำไปทำมา ธรรมะบุญนิยม สามารถนำพาผู้คนศรัทธาปฏิบัติ ตัดกิเลส จนเกิดผลทันตาเห็น ตามเหตุปัจจัย โดยกรรมกับกาละ

สรุปเรื่องราว เท่าที่ร่ายยาวมาเกินคาด เพื่อประมวลผลสำเร็จของกระบวนการกลุ่มชาวอโศก ตลอดช่วง 50 ปีที่ผ่านมา นำพาเกิดปรากฎการณ์จริง 2 อย่าง คือ

1. แก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม ได้ผลทันตาเห็น เพราะสามารถ ทำให้ประเด็นยากจนเดือดร้อน หมดไปจากหมู่บ้านชุมชนสาธารณโภคีบุญนิยม เพียงเพราะมากล้าจนให้เป็น เลยกลับกลายเป็นคนจน สุขสำราญ เบิกบานใจ

2. การเมืองบุญนิยม กองทัพธรรมได้เข้าร่วมเป็นแกนนำ โดยผนึกกำลัง กับกระบวนการกลุ่มการเมืองภาคประชาชน หลายภาคส่วน นำพาประท้วงแนวใหม่ Neoprotest โดย สันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธ

ชาวอโศกทำการเมืองภาคประชาชน นอกรัฐสภา มาแต่ต้น จนมีผลช่วยเปลี่ยนแปลงการเมืองในรัฐสภาได้สำเร็จแล้วหลายหน

ปรากฏการณ์จริงทั้งสองอย่างข้างต้น ถือเป็นตัวอย่างผลงานสำคัญยิ่งใหญ่ ที่พ่อครูนำพาพิสูจน์หมู่มวล คนจนบนวิถีบุญนิยม มาตลอด 50 ปี

ในสถานการณ์ที่พ่อครู ทุ่มโถมนำพา สุดเรี่ยวแรงแข็งขันมาตลอด จนอายุขัย เข้าช่วงวัยไม่วาย เหมือนไม้ใกล้ฝั่ง เข้าไปทุกคืนวัน

ฐานะบรรดาเราท่าน หน่อเนื้อพุทธบริษัทบุญนิยมน่าจะต้องเร่งรัดขวนขวายเตรียมการรับมือ รับช่วงด้วยมาดหมายก้าวไกลต่อจากปัจจุบันนี้ ไม่ต้องสะดุด ชะงักงัน โดยใช่เหตุ

เลยจำเป็นฝากให้หมู่มวลชวนเสวนาสามัคคีธรรมนำสืบสานบุญนิยมจำเริญยิ่งๆ

ในฐานะธรรมทายาทรุ่นต่อรุ่น ผู้สืบทอดพุทธศาสนาให้ถ้วนถึง 5,000 ปี

เพื่อเป็นโพธิบูชากตัญญู สนองเจตนารมณ์พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ผู้หาญกล้าอาสา รับพันธะสัญญาในภาระโพธิกิจ สุดสำคัญยิ่งยวด นั้นแล เถิดเทอญ

                      ******************************************

No comments:

Post a Comment

สัมมาบัณฑิต คือ ใคร ?

 สัมมาบัณฑิต คือ ใคร ? ญาติธรรมชาวอโศก ผู้มีดวงตาเห็นธรรม มีสัมมาทิฏฐิ มีศรัทธาปฏิปทาโลกุตระบุญนิยม ถือศีล 5 ละ อบายมุข กินมังสวิรัติ เป็นปก...